ดูจิต ฝึกจิต สภาวธรรม สภาวะ ปฏิบัติธรรม เมตตา วิธีปฏิบัติ สติปัฏฐาน อริยมรรค monitor the mind metta mindfulness awareness ariyamakka buddha method vipassana thammatipo thai thailand meditation meditate yoga รู้ - รู้สึก
ReadyPlanet.com
dot
Well-Trained Minds bring Happiness
dot
bulletThe Lecturers
bulletMind training procedures
bulletThe Cycle of Causes and Effects
bulletDo not get attached to natural Dharma Phenomenons
bulletconveying compassion
bulletBook
dot
训练过的心神必带来幸福。
dot
bullet法师
bullet训练心神的过程中
bullet心灵感应的线路
bullet通过剥夺训练心神的动作
bullet说到实践经验
dot
บ้านวังเมือง
dot
bulletตำนานบ้านวังเมือง
bulletวิทยากร
bulletแผนที่ ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ บ้านวังเมือง (Map)
dot
มหาสติปัฏฐานสี่
dot
bulletมหาสติปัฏฐานสี่
bulletอริยมรรคมีองค์แปด
bulletพระสูตรเกี่ยวกับมหาสติปัฏฐานสี่
dot
วิธีการดูจิต
dot
bulletทำไมเราต้องดูจิต
bulletวิธีการ "ดูจิต"
bulletวงจรกระแสจิต
dot
เมตตาธรรม..ค้ำจุนโลก
dot
bulletวิธีการแผ่เมตตา
bulletอานิสงส์ของการแผ่เมตตา
dot
สภาวธรรม
dot
bulletสภาวธรรมทั้งปวง ..ล้วนไม่ควรยึดมั่น
bullet42 คำถาม..สภาวธรรม -1
bullet42 คำถาม..สภาวธรรม -2
bullet42 คำถาม..สภาวธรรม -3
bullet42 คำถาม..สภาวธรรม -4
dot
เทปรายการและหนังสือ
dot
bulletหนังสือพิมพ์ และสิ่งพิมพ์
bulletVideo
bulletหนังสือ
bulletรายการโทรทัศน์และวิทยุ


Download Pali app
thammatipo


รู้ - รู้สึก

 

หลังจากที่หลวงพ่ออธิบายเรื่องสมาธิ 4 แบบ มีน้องคนหน่ึงถามขึ้นมาว่า เขาปฏิบัติอยู่ตลอด โดยการบริกรรมภาวนา เช่น มีอาการปวดเกิดขึ้นที่ขา ก็เห็นว่ามีความปวดเกิดขึ้นแล้วก็บริกรรมในความปวดนั้น หลังจากนั้นก็เห็นว่าความปวดหายไป   พระอาจารย์บอกว่าแบบนี้เป็นสมาธิแบบที่ 3 คือมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ..แต่ก็รู้ว่า ตัวเองรู้ว่ามีความปวดขึ้นมา คงอยู่ซักพักหนึ่งแล้วก็หายไป  .. อย่างนี้ต่างอะไรกับการดูจิต?

         

         ก็ตอบไปว่า แต่ก่อนตัวเราเองก็ปฏิบัติมาหลายรูปแบบ เลยไม่เคยคิดต่อต้านการปฏิบัติไม่ว่าจะแบบไหน ... ลองปฏิบัติเพื่อเรียนรู้ ซึ่งสิ่งที่เราเจอไม่ว่าจะเป็นการบริกรรมภาวนาแบบไหนหรือใช้คำไหนในการภาวนานั้น มักจะจบลงที่การท่องคำบริกรรมโดยไม่ได้สัมพันธ์กับลมหายใจและไม่ได้สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวร่างกาย หรือเพียงแค่ท่องไป โดยไม่ได้รู้สึกตัวว่ากำลังหายใจหรือไม่

        แต่สิ่งที่สังเกตได้คือ เมื่อมีอาการแบบนั้นจะรู้สึกว่าไม่ได้หายใจอยู่ และตรงบริเวณกลางทรวงอกบริเวณลิ้นปี่ มักจะเต้นขึ้นมาแรงมาก จนเข้าใจว่าเป็นความกลัว .. เมื่อคิดแบบนั้นเลยเลิกปฏิบัติไปเพราะความกลัวว่าจะหลุดไปอย่างที่คนพูดกัน

แต่พอมาฝึกจิตและนึกถึงคำหลวงพ่อว่า คำบริกรรมภาวนาจะไปบดบังสภาวะของจิต ซึ่งพอมาคิดดู โดยปกติแล้วถ้าคนที่ทำสมาธิเดินตัวเข้าสู่ฌานจนถึงระดับหนึ่งจะ  ทิ้งคำบริกรรมภาวนาและทิ้งลมหายใจ     ซึ่งเป็นสภาวะที่นิ่งมาก จนบางคนอาจเห็นอาการเกิดดับของจิตได้ โดยที่ไม่รู้จักว่าคืออะไร..

 

         

          และพอนึกถึงสิ่งที่เราเจอจึงรู้ว่าในขณะที่แต่ก่อนเราท่องคำภาวนานั้น พอนิ่งมากเราก็ทิ้งลมหายใจไป แล้วจิตมันแสดงอาการขึ้นมาให้เราเห็นเอง เพียงแต่เราไปนึกว่ามันคือความกลัวเลยไม่ได้กลับมารู้สึก อย่างนี้แสดงว่าที่หลวงพ่อไม่ให้บริกรรมนั้นเราจะได้เข้าถึงสภาวะของการเกิด-ดับที่จิตชัดเจนยิ่งขึ้น โดยไม่ไปติดอยู่แค่คำภาวนา

    ส่วนที่น้องถามว่า.. แล้วต่างกันอย่างไร ?

    จริงอยู่ว่าสมาธิแบบที่ 3 และ 4 ใกล้เคียงกันมาก แต่ที่เขาทำอยู่คือเห็นอาการปวดเกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งเห็นความคิดเกิดขึ้น ตามเข้าไปรู้ในอาการปวดนั้น หรือถลำตัวเข้าไปอยู่ในความคิดนั้น ดูอยู่ซักพัก ก็เหมือนคนที่เอาตัวเข้าไปแช่อยู่ในอารมณ์นั้น นั่นก็คืออารมณ์สมถะนั่นเอง

   แล้วพอเบื่อหน่าย หรือตามดูจนคลายจากอาการปวด ถึงจะปล่อยจากอารมณ์นั้นได้ แต่ก็เข้าไปอยู่ในอารมณ์อื่นอีก เช่นกลับมาตามลมหายใจต่อ มันก็เลยมีเกิดขึ้น พอเอาจิตเข้าไปผูกพันกับสิ่งนั้นมันเลยตั้งอยู่ และเมื่อจิตมันถอนตัวออกมาได้ จึงดับไปในที่สุด

 แต่เนื่องจากยังไม่เห็นสภาวะของจิตตามความเป็นจริง จึงยังไม่รู้สึกตัว .. นั่นคือยังไม่มีที่เกาะนั่นเอง  แต่ที่หลวงพ่อสอนนั้น.. สมาธิแบบที่ 4 เมื่อมีอารมณ์เกิดขึ้น เมื่อเรากลับมาสังเกตอาการของจิต นั่นเปรียนเสมือนการทำความรู้สึกตัวอยู่ทุกขณะ จึงเห็นจากภายในว่า แม้ความคิด อารมณ์ ความเจ็บปวด เป็นเพียงกระแสผ่านมาผ่านไป จิตของเราไม่เข้าไปสัมผัส ไม่เข้าไปผูกพัน ไม่ตามเข้าไปอยู่ในอารมณ์นั้น สุดท้ายมันก็ดับไปเอง มันจึงเป็นการเกิด-ดับ

              เหมือนจิตอยู่ในบ้านที่ปลอดภัย ..ความคิด อารมณ์ ความทุกข์ต่างๆ เปรียบเสมือนเพื่อนๆที่มาเรียกให้ออกไปเที่ยว..  ถ้าเราเชื่อเพื่อน ออกไปเที่ยว ก็เหมือนกับเราถลำตัวเข้าไปอยู่ในอารมณ์นั้น เพลิดเพลินอยู่ในอารมณ์ต่างๆ พอเบื่อก็นึกขึ้นได้ว่าต้องกลับบ้าน ก็เลยต้องแยกจากเพื่อน นี่ก็คือสมาธิแบบที่ 3

         แต่ถ้าเราอยู่ในบ้านที่ปลอดภัย ถึงเพื่อนจะมาเรียก เราก็แค่มองเห็นว่ามีเพื่อนเดินผ่านมาหน้าบ้าน แต่เราไม่ได้ออกไปเที่ยวด้วย เพราะเรารู้สึกตัวว่าอยู่บ้านแล้วปลอดภัย ....  สุดท้ายเพื่อนก็ต้องเดินจากไป  ...  ก็เหมือนอารมณ์ความทุกข์ กระแสต่างๆที่ผ่านมาผ่านไป นี่คือสมาธิแบบที่ 4 เพราะฉะนั้นสมาธิแบบที่ 3 ก็เหมือนคนที่แสดงละครให้เราดู ..อินในบทละคร จนเข้าใจว่าตัวเองเป็นตัวละครนั้นจริงๆ แล้วพอจบเรื่องก็ถึงจะถอนตััวออกจากบทและกลับมาเป็นตัวเองได้ แต่สมาธิแบบที่ 4   ก็เหมือนคนดูละคร ไม่ได้อินกับบท แค่รู้เรื่องราวของละครเรื่องนั้น ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบเรื่องก็ยังเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ต้องแสดง..

              

 

สรุปสุดท้ายน้องบอกว่าเข้าใจว่าไม่จำเป็นต้องตามรู้ แค่รู้สึก เห็นมันแล้ววางมันลงได้ 

 

 




เรื่องเล่า..

เรื่องเล่าจากรัสเซีย ตอนที่ 2
เรื่องเล่าจากรัสเซีย ตอนที่ 1
กระแสแห่งความรัก โดย คุณหมอปูเป้