ดูจิต ฝึกจิต สภาวธรรม สภาวะ ปฏิบัติธรรม เมตตา วิธีปฏิบัติ สติปัฏฐาน อริยมรรค monitor the mind metta mindfulness awareness ariyamakka buddha method vipassana thammatipo thai thailand meditation meditate yoga Thammatipo.com
ReadyPlanet.com
dot
Well-Trained Minds bring Happiness
dot
bulletThe Lecturers
bulletMind training procedures
bulletThe Cycle of Causes and Effects
bulletDo not get attached to natural Dharma Phenomenons
bulletconveying compassion
bulletBook
dot
训练过的心神必带来幸福。
dot
bullet法师
bullet训练心神的过程中
bullet心灵感应的线路
bullet通过剥夺训练心神的动作
bullet说到实践经验
dot
บ้านวังเมือง
dot
bulletตำนานบ้านวังเมือง
bulletวิทยากร
bulletแผนที่ ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ บ้านวังเมือง (Map)
dot
มหาสติปัฏฐานสี่
dot
bulletมหาสติปัฏฐานสี่
bulletอริยมรรคมีองค์แปด
bulletพระสูตรเกี่ยวกับมหาสติปัฏฐานสี่
dot
วิธีการดูจิต
dot
bulletทำไมเราต้องดูจิต
bulletวิธีการ "ดูจิต"
bulletวงจรกระแสจิต
dot
เมตตาธรรม..ค้ำจุนโลก
dot
bulletวิธีการแผ่เมตตา
bulletอานิสงส์ของการแผ่เมตตา
dot
สภาวธรรม
dot
bulletสภาวธรรมทั้งปวง ..ล้วนไม่ควรยึดมั่น
bullet42 คำถาม..สภาวธรรม -1
bullet42 คำถาม..สภาวธรรม -2
bullet42 คำถาม..สภาวธรรม -3
bullet42 คำถาม..สภาวธรรม -4
dot
เทปรายการและหนังสือ
dot
bulletหนังสือพิมพ์ และสิ่งพิมพ์
bulletVideo
bulletหนังสือ
bulletรายการโทรทัศน์และวิทยุ


Download Pali app
thammatipo


42 คำถาม..สภาวธรรม -4

+ บางครั้งความคิดเกิดขึ้นมาเยอะ จนดูจิตไม่ได้เลย?

พระพุทธเจ้าสอนว่า   เวลา ความคิด เยอะ  เราก็ใช้ ลมหายใจ ช่วย

เพราะลมหายใจ เป็นอารมณ์ที่ละเอียดอ่อนและไม่ใช่เวลาที่จะดูจิตด้วยความเพียร  แต่ต้องดูด้วยอารมณ์ที่สบาย  ผ่อนคลาย  เปรียบเหมือนคนจะดับไป  ถ้าจะดับด้วยหญ้าแห้ง ก็ดับไม่ได้  ต้องใช้หญ้าเปียกดับ  เช่นเดียวกัน... เวลามีความรู้สึกฟุ้งซ่านที่แรงกล้ามาก  ต้องดูจิตด้วยความผ่อนคลาย  ด้วยอารมณ์ที่วางเฉย  จิตจึงจะตั้งมั่นได้เร็ว

+ ถ้าหลับตาดูจิต  ก็พอจะทำได้ค่ะ  แต่ถ้าให้ลืมตาดูสิ่งต่างๆ และฟังเสียงไปด้วย  และก็ดูจิตไปด้วย  ทำไม่ได้ค่ะ  รู้สึกว่ามันยาก ไม่สามารถทำสองอย่างในเวลาเดียวกันได้ค่ะ  จะแก้ไขอย่างไรดีคะ?

เราลองสังเกตเวลาพิมพ์ดีด  ตอนแรกตาเรามองข้อความในกระดาษ  แล้วเราก็มองแป้นพิมพ์ที่กด  แต่พอทำไปเรื่อยๆจนชำนาญ  ตาเรามองกระดาษ  แต่ไม่ต้องมองแป้นพิมพ์  แล้วนิ้วมือที่พิมพ์ สามารถพิมพ์ไปตามตัวอักษรได้อย่างชำนาญ  ทั้งที่ต้องแยกประสาททั้งสิบนิ้ว  มีตัวหนังสือบน ล่าง  และด้านข้างก็ยังทำได้ 

เช่นเดียวกัน... ตาเรามองสิ่งต่างๆ  แล้วเราก็ดูจิต  ฟังเสียงต่างๆ  แล้วเราก็ดูจิต  อ่านหรือเขียนหนังสือ  เราก็ดูจิต  ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม  เราก็ดูจิต  ดูแลรักษาจิตใจให้มีความสุขไปทุกๆเหตุการณ์  และภายในต้องบอกตัวเองว่า "ทำได้"

+ ฝึกจิตแล้ว  จะใช้กับการเรียนหนังสือได้อย่างไรครับ?

ให้คุณลองอ่าน หรือเขียนหนังสือไปสักครึ่งหน้า  ไปตามปกติ  จากนั้น ค่อยๆผ่อนความรู้สึกที่เกร็งอยู่บริเวณศีรษะและหัวไหล่  แล้วลองอ่านหรือเขียนหนังสือต่อไปอีกครึ่งหน้า... สังเกตดูว่า  อ่านหรือเขียนครั้งแรกกับครั้งหลัง  ต่างกันอย่างไร

+ พอได้ลองอ่านและเขียนตามที่พระอาจารย์บอก  รู้สึกว่าสบายๆขึ้น โล่งๆขึ้น  แล้วก็อ่านและเขียนจับใจความได้มากขึ้นกว่าครั้งแรก ทำไมเป็นอย่างนี้ได้ครับ?

ให้สังเกตดูนะ  ทีแรก เราอ่านและเขียน จะมีอาการตึงที่ศีรษะและเกร็งที่หัวไหล่โดยที่เราไม่รู้ตัว  เพราะรีบจะอ่านให้จบ  รีบจะเขียนให้เสร็จ..พอเราผ่อนคลาย  เราจะนิ่งขึ้น  รู้สึกสบายขึ้น  จิตใจก็ไม่กระวนกระวาย  จึงทำสิ่งต่างๆได้รวดเร็ว  มีระเบียบ พร้อมกับเข้าใจในงานนั้นได้อย่างชัดเจนขึ้น

+ ดูจิตแล้ว  บางครั้งทำไมมีความรู้สึกเหมือนไม่ก้าวหน้าคะ ทั้งๆที่ดูจิตอยู่เรื่อยๆ?

ถ้าดูจิตแล้วกังวลในความก้าวหน้า  ก็เหมือนดินสอที่จุดลงบนกระดาษหนึ่งจุด  แล้วจุดต่อออกไปเรื่อยๆ  จากจุด ก็กลายเป็นเส้น  จึงมีระยะทาง.. ก็มีระยะเวลาที่เดินทางไปมา  จึงมีการดิ้นรนในการไปและการมา  มีความกังวลในการก้าวหน้าและถอยหลัง  ภายในจึงไม่สงบ

ถ้าเราดูจิตเห็นการเกิด-ดับไปตลอด  ไม่กังวลในความก้าวหน้า  แต่ก็ทำอยู่ด้วยความไม่ประมาท  เหมือนเราเอาดินสอจุดลงบนกระดาษจุดหนึ่ง  แล้วก็จุดซ้ำไปเรื่อยๆ  ณ ที่เดิมตลอดเวลา  .. จึงไม่มีระยะเวลาที่เดินทาง  ไม่มีการไปการมา  ไม่มีก้าวหน้าหรือถอยหลัง  ไม่มีความกังวลใดๆ  ภายในก็สงบ  อยู่เป็นสุข

+ เวลาปฏิบัติ  จะรู้ได้อย่างไรครับ ว่าก้าวหน้าไปถึงไหน?

สังเกตดูว่า  พอเราดูจิต  มีปัญญาเห็นตามความเป็นจริงว่า ความคิดทั้งหลายไม่ใช่ตัวเรา  ไม่ใช่ของเรา  ดังนั้น เราจึงละความคิดที่ไม่ดี อันประกอบด้วยโลภ โกรธ หลง  อันเป็นสาเหตุให้เกิดทุกข์ ทิ้งไป  ก็จะเหลือแต่จิตที่ผ่องใส  กับความคิดที่ดีงาม  ดังนั้น ความทุกข์จึงลดลง  และความสุขจึงเพิ่มขึ้นตามลำดับ  ซึ่งเราสามารถรับรู้ได้ด้วยตัวเอง

+ เวลานั่งแล้วสะบัดไป สะบัดมา  เห็นความคิดเข้ามา  แล้วมันมีอาการสะบัด  ดูเหมือนคนง่วง โยกไปมา  ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ครับ  แล้วจะแก้ไขได้อย่างไร?

พระพุทธองค์บอกสภาวธรรมไว้ดังนี้ คือ  ตามเห็นความไม่เที่ยง  ตามเห็นความจางคลาย  ตามเห็นความดับ  ตามเห็นความสลัดคืน...

นี่เป็นสภาวธรรมที่จิตกำลังสลัดกิเลส  เวลากิเลสเข้ามา  จิตก็จะสลัดออกไปเป็นอัตโนมัติเหมือนเซฟทีคัท  ที่ตัดไฟ  ร่างกายจึงมีอาการสะบัดไปสะบัดมาตามสภาวะจิตที่สบัดกิเลส

ดังนั้น..ไม่ต้องกังวลร่างกาย  ประคองจิตภายในไว้  พอสภาวะมาถึงจุด  ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงที่จิต  แล้วสภาวะทั้งหมดจะกลับเข้าสู่ความเป็นปกติ

+ ขอข้อความสรุปสั้นๆ เวลามีสภาวธรรมเกิดขึ้นด้วยครับ

เวลามีอะไรเกิดขึ้น  ให้รู้ว่า นี่คือสภาวธรรม

เมื่อเกิดขึ้น ที่สุดก็ต้องดับไปเป็นธรรมดา  ที่ตั้งอยู่นั้น ให้เห็นว่าไม่เที่ยง  ไม่ควรยึดมั่น  ไม่ว่าสภาวธรรมนั้น จะเป็นสิ่งน่าชอบใจ  ทำให้เกิดความน่าเพลิดเพลิน  อยากเจออีก  หรือสภาวธรรมที่ไม่น่าชอบใจ  ไม่ต้องการเจอ  หรือสภาวธรรมที่เจอแล้วเฉยๆก็ตาม

พระพุทธองค์ตรัสว่า.." สพฺเพ  ธมฺมา  นาลํ  อภินิเวสาย"

สภาวธรรมทั้งหลายทั้งปวง  ไม่ควรยึดมั่น

เพราะเมื่อยึดมั่นในสิ่งใด  ก็เป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น  เมื่อไม่ยึดมั่น  จิตย่อมหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง...