ดูจิต ฝึกจิต สภาวธรรม สภาวะ ปฏิบัติธรรม เมตตา วิธีปฏิบัติ สติปัฏฐาน อริยมรรค monitor the mind metta mindfulness awareness ariyamakka buddha method vipassana thammatipo thai thailand meditation meditate yoga เทคนิคการเข้าฌาณให้ได้เร็ว
ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกลุ่มเว็บบอร์ด > พระอาจารย์ตอบปัญหาสภาวธรรม > เทคนิคการเข้าฌาณให้ได้เร็ว

เทคนิคการเข้าฌาณให้ได้เร็ว


กราบขอความกรุณาพระอาจารย์ กระผมอยากทราบว่ามีวิธีที่จะเข้าฌาณให้ได้เร็วหรือไม่ครับ ผมได้ยินว่าจากเพื่อนว่าพระอาจารย์มีวิธีลัด ขอความกรุณาพระอาจารย์ด้วยครับ

ผู้ตั้งกระทู้ ท้อป (tigerwis39-at-yahoo-dot-com) :: วันที่ลงประกาศ 2008-11-17 10:29:09 IP : 58.137.51.67


1

ความเห็นที่ 1 (1385780)

การที่จะเข้าฌาณให้เร็วนั้น เรียกว่าให้เป็น วสี คือ

ความชำนาญ วิธีก็สูดลมหายใจยาวๆสบายๆผ่อน

ความรู้สึกไปที่กลางหน้าอกบริเวณลิ้นปี่และให้รู้สึก

ไปเรื่อยๆภายในก็จะสงบไปเรื่อยๆแม้แต่จะรู้สึกถึง

ความคิดอารมณ์ต่างๆมันก็ผ่านมาผ่านไป วิตก

วิจารณ์ก็ดับความคิดอารมณ์ต่างก็ดับไปเรื่อยๆไม่

ต้องไปหมายมั่นกับความคิดและอารมณ์ต่างๆ จิต

ภายในเมื่อมันเห็นความคิดและอารมณ์ต่างๆไม่เที่ยงมันก็ไม่ยึดมั่นด้วยตัวของมันเองและมันก็จะปล่อยวาง

ด้วยตัวของมันเอง และมันจะสงบด้วยตัวของมันเอง

ใช้สูดลมสบายๆเข้าไปภายในกลางหน้าอกบริเวณลิ้น

คือฐานของ จิต ให้เป็นอัตโนมัติ และนักปฏบัติจะ

รู้ว่าจะสงบเร็วขึ้น นี่เรียกว่าเข้าฌาณเป็น วสี คือ

ความชำนาญ เจริญธรรม

ผู้แสดงความคิดเห็น พระอาจารย์ ธมฺมทีโป วันที่ตอบ 2008-11-20 10:23:04 IP : 58.8.182.245


ความเห็นที่ 2 (1446179)

ประสบการตอนนั่งสมาธิ

สมัยที่บวช 1 วันแรก  มีลำแสงสีฟ้าสว่างเป็นวงรอบคล้ายรูปห่วงเป็นระรอกๆ

จากลำข้อมือเรื่อยไปจนถึงบ่า และ จากบริเวณท้องเป็นระรอกขึ้นมาจนถึงคาง มีความรู้สึกว่าคอถูกบีบด้วยวงแหวน

เหล่านั้น จนต้องเงยหน้าขึ้น  แล้วทุกอย่างก็หายกลายเป็นลมขึ้นผ่านหน้า  แล้วก็ไม่เคยมีอีกเลยตั้งแต่วันนั้น

ทุกอย่างที่เกิด  ในกุฎิที่มืด ทั้งก็หลับตาตลอด  แต่ไม่ตกใจเพียงแต่วอกแวกหน่อยๆ  เพราะไม่เคยเห็น   และตั้งใจฝึกมากด้วยนะ

อยากรู้จังเลยว่าเป็นสัญญาณอะไรในการนั่งสมาธิครั้งนั้น

(คิดว่าอวดอ้างก็ขออภัยไว้อย่างสูง)

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ณพ วันที่ตอบ 2009-06-11 12:59:42 IP : 118.173.2.92


ความเห็นที่ 3 (1446513)

ตอบจากประสบการณ์ของตัวเองในขณะที่ฝึกจิตแรกๆ    นะ

                          เมื่อเข้าสู่ความนิ่งระดับที่ 1 จะเห็นแสงเป็นสีฟ้า

                          เมื่อเข้าสู่ความนิ่งระดับที่ 2 จะเห็นแสงเป็นสีครามน้ำทะเลสวยงามมาก ตรงนี้นิ่งกว่า

                          เมื่อเข้าสู่ความนิ่งระดับที่ 3 จะเห็นแสงเป็นน้ำเงิน ตรงนี้นิ่งมาก จนเข้าความสงบ

                          เมื่อเข้าสู่ความนิ่งระดับที่ 4  จะเห็นแสงเป็นสีเหลืองบางครั้งก็สีทอง ปัญญาจะเกิดขึ้นตรงนี้

                         เมื่อดูจิตไปเรื่อยๆ  จะเห็นแสงสีม่วงสวยสุดๆ แล้วก้อสีขาว สุดท้ายเข้าสู่ความว่างแล้วก็ลงภวังค์

           ถ้าลืมตาก็จะเห็นเป็นวงจากจิตตรงกลางทรวงอกบริเวณลิ้นปี่ขยายออกไปเรื่อยๆ จนเลยกายนอกประมาณ  2-10 เมตร  อยู่ที่ระดับความนิ่งของจิต(ถ้าแผ่เมตตาจะขยายออกไปจนไม่มีประมาณ แต่สีจะเปลี่ยนเป็นแสงธรรมเป็นเหมือนเม็ดทรายสีทองระยิบระยับ)  ถ้าหลับตาจะเห็นจากด้านหน้าตรงกลางหน้าผากบ้าง ตรงจิตบ้างขยายไปเรื่อยๆ เช่นกัน  แล้วระหว่างที่เดินผ่านสีต่างๆ (บางครั้งมีสีอื่นๆด้วย เช่น ชมพู เหลือง แดง เขียว) จะมีแสงระยิบระยับเหมือนคริสตัลสีขาวใสเป็นเม็ดเล็กๆ แทรกอยูในสีด้วย  ตอนแรกๆ ชอบดูมากเพราะสวยจริงๆ  และไปพอใจกับการเห็น  แต่ตอนหลังดูจิตไปเรื่อยๆ จิตคลายความยึดมั่น   เห็นก็เห็นอยู่ชัดกว่าเดิมด้วย แต่จิตปล่อยวางแล้วดังนั้นเห็นก็สักแต่ว่าเห็น ไม่อะไรอะไรกับสิ่งที่เห็น ที่สำคัญสามารถควบคุมการเห็นของตัวเองได้

                      

                          

                         

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.วิมล (พี่แอ๋ว) 1579 วันที่ตอบ 2009-06-12 18:16:38 IP : 203.146.207.156


ความเห็นที่ 4 (1446515)

ความเห็นที่ 3 ตอบความเห็นที่ 2 จ้า

ซึ่งเป็นคำตอบเบื้องต้นจากประสบการณ์ในการฝึกจิต

แต่จะให้กระจ่างยิ่งขึ้นต้องนิมนต์พระอาจารย์เป็นผู้ตอบค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.วิมล (พี่แอ๋ว) 1579 วันที่ตอบ 2009-06-12 18:22:03 IP : 203.146.207.156


ความเห็นที่ 5 (1452520)
ปฐมฌาน   ฌานที่ ๑



ปฐมฌาน  เป็นฌานที่หนึ่ง  ในรูปฌาน ประกอบด้วยองค์ ๕  คือ วิตก   วิจาร   ปีติ  สุข  เอกัคคตา

(พระธรรมปิฎก (ป.อ.อยุตโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์  ฉบับประมวลธรรม,  หน้า ๘๑.)

วิตก  มีลักษณะ  การคิด   การหมายรู้อารมณ์   ความเป็นผู้ตั้งมั่น  การนึกตามและการปรารถนาที่ถูกต้อง  แม้ปราศจากความเข้าใจ   เปรียบได้กับการท่องจำบทสวดมนต์   เช่น  ผู้ที่กำลังเจริญปถวีกสิณ   ท่องคำว่า  ปฐวี ๆ  ๆๆ  หรือ ดิน ๆๆ  ๆ   อยู่ตลอดในขณะที่คิดถึงด้วยความตั้งมั่น  ขณะนั้น  ชื่อว่า  วิตก   ได้เกิดขึ้นแล้วแก่ผู้ปฏิบัติ




วิจาร  มีลักษณะ  การพิจารณา การไตร่ตรอง   การผูกพันจิตไว้ในอารมณ์  โดยไม่ให้เกิดความยินดียินร้าย   ในอารมณ์ที่เกิดในระหว่างที่พิจารณาอยู่ นั้น   ทำใจให้เป็นอุเบกขาในอารมณ์  ผู้เจริญปถวีกสิณ   ใส่ใจอยู่ในอาการหลายอย่างที่จิตหยั่งเห็นในขณะที่เพ่งปถวีนิมิตอยู่   นี้เรียกว่าวิจารได้เกิดแก่ผู้ปฏิบัติอยู่



เปรียบเทียบความแตกต่าง   ของวิตกกับวิจาร   อุปมาเหมือนการตีระฆัง   เสียงที่เกิดขึ้นครั้งแรก  เปรียบได้กับวิตก   เสียงสะท้อนที่เกิดตามมา   เปรียบได้กับวิจาร   อนึ่งเปรียบเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับอารมณ์ของจิต (ธรรมารมณ์)   ตอนเริ่มต้นเป็นวิตก  ตอนที่เหลือเป็นวิจาร  ความประสงค์ที่จะได้ฌานเป็นวิตก  การรักษาฌานไว้เป็นวิจาร  สภาพจิตที่หยาบเป็นวิตก   สภาพจิตที่ละเอียด  เป็นวิจาร  ที่ใดมีวิตกที่นั่นมีวิจาร  ที่ใดมีวิจาร   ไม่จำเป็นต้องมีวิตก

(พระอุปติสสเถระ,  วิมุตติมรรค.  หน้า ๘๖.)

ปีติ   ในขณะที่จิตมีความอิ่มเอิบสบายอย่างเหลือเกิน   ประกอบด้วยความเย็นสนิท  นี้เรียกว่า  “ปีติ”  เกิดได้จากสาเหตุ  ๖  ประการ   คือ


๑.  เกิดจากราคะ   เพราะความชอบ   ความหลงและความอิ่มใจที่เกิดจากกิเลส

๒.  เกิดจากศรัทธา   เพราะความอิ่มใจของบุคคลที่มีศรัทธาอย่างแรงกล้า   ต่อสิ่งที่ตนเคารพ  เชื่อถือ เช่น   การได้เห็นพระพุทธเจ้า  เป็นต้น

๓.  เกิดจากความไม่ดื้อด้าน   เพราะเป็นผู้มีจิตบริสุทธิ์ต่อสิ่งต่าง ๆ จนเกิดความอิ่มอกอิ่มใจ

๔.  เกิดจากวิเวก  ได้แก่ความอิ่มใจของบุคคลผู้ได้ปฐมฌาน

๕.  เกิดจากสมาธิ  ได้แก่ความอิ่มใจของบุคคลผู้เข้าทุติยฌาน

๖.  เกิดจากโพชฌงค์   ได้แก่ความอิ่มใจที่เกิดจากการดำเนินตามโลกุตรมรรคในทุติยฌาน




ปีติ  ๕  แสดงถึงปริมาณของปีติที่เกิด   ดังนี้


๑.  ขุททกาปีติ  ปีติทำให้ขนชูชันเล็กน้อย  แล้วก็หายไป

๒.  ขณิกาปีติ  ปีติที่เกิดขึ้นชั่วขณะเหมือนฟ้าแลบแปลบปลาบ

๓.  โอกกันติกาปีติ  ปีติที่กระทบกายเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง   คือ  เกิดขึ้นแล้วก็หายไปเกิดขึ้นแล้วก็หายไปอยู่อย่างนั้น

๔.  อฺพเพงคาปีติ  ปีติที่ซาบซ่านแผ่ไปทั่วร่างกาย  เหมือนก้อนเมฆหนาทึบที่เต็มไป

๕.  ผรณาปีติ  ปิติที่ซาบซ่านแผ่ไปทั่วร่างกาย  เหมือนก้อนเมฆหนาทึบที่เต็มไปด้วยฝน




ขุททกาปีติและขณิกาปีติ  สามารถเข้าถึงได้ด้วยศรัทธา  โอกกันติกาปีติที่มีมากย่อมทำอุปจารสมาธิให้เกิดขึ้นได้  อุพเพงคาปีติที่ยึดดวงกสิณทำให้เกิดกุศลและอกุศลได้ และขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้เพ่ง  ส่วนผรณาปีติอันบุคคลทำให้เกิดขึ้นในสภาวะแห่งอัปปนาสมาธิเท่านั้น

สุข การประสบกับสิ่งที่ชอบใจคือความสุข  มีความสงบเยือกเย็นเป็นปทัฏฐาน
(พระอุปติสสเถระ,  วิมุตติมรรค.  หน้า ๘๖.)

สุข  แปลว่า  ความสุข  หมายถึงความสำราญ  ชื่นฉ่ำ  คล่องใจ  ปราศจากการบีบคั้นหรือรบกวนใด ๆ
(พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตโต) พุทธธรรม. หน้า ๘๗๓.


เอกัคคตา   หมายถึง   การที่จิตมีอารมณ์เดียว คือ   จิตที่ยึดอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใด  โดยไม่คิดส่ายไปในอารมณ์อื่น ๆ  เลย  แม้ช่วงขณะจิต  เช่น จิตอยู่กับปถวีนิมิต  หรืออยู่กับลมหายใจ  เป็นต้น เรียกจิต  เช่นนั้นว่า  จิตเตกัคคตา


ก็เมื่อองค์ ๕   เหล่านี้เกิดขึ้นแล้วย่อมเชื่อว่า  ปฐมฌาน  ได้เกิดขึ้นแล้ว

เมื่อสามารถทำปฐมฌานให้เกิดขึ้นได้แล้ว   อย่างเพิ่งรีบร้อนทำทุติยฌาน เพราะอาจจะทำให้ปฐมฌานนั้นเสื่อม   และก็ไม่อาจทำทุติฌานให้เกิดได้อีกด้วย   จะต้องสร้างความชำนาญในปฐมฌานที่ท่านเรียกว่า วสี   ๕ ประการให้ชำนาญเสียก่อน  ดังนี้


๑.  อาวัชชนวสี ความสามารถในการพิจารณาองค์ฌาน   ด้วยมโนทวาราวัชชนจิต

๒.  สมปัชวสี ความสามารถในการเข้าฌาน

๓.  อธิฏฐานวสี    ความสามารถในการให้ฌานดำรงอยู่ตามกำหนด

๔.  วุฏฐานวสี ความสามารถในการออกฌานตามกำหนด

๕.  ปัจจเวกขณวสี ความสามารถในการพิจารณาองค์ฌานด้วยชวนจิต



เมื่อฝึกวสีทั้ง  ๕  ประการในปฐมฌานดีแล้วจึงค่อยเริ่มการฝึกเข้าสู่ทุติยฌานต่อไป  ดังนี้

ทุติยฌาน  ฌานที่ ๒  มีองค์ ๓  คือ  ปีติ  สุข  เอกัคคตา

(พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตโต) พจนานุกรมพุทธศาสตร์  ฉบับประมวลธรรม.  หน้า ๗๑.)

เธอบรรลุ  ทุติยฌานซึ่งมีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน   เป็นธรรมเอกผุดขึ้น  ไม่มีวิตก  ไม่มีวิจาร  เพราะวิตกวิจารระงับไป  มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่

(ที.ม. ๑๐/๔๐๒/๒๖๗ มหาจุฬาเตปิกํ ๒๕๐๐.)


จากคำอธิบายข้างต้นที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ทุติยฌาน   เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ   วิตกและวิจาร  ระงับไป   คงเหลือแต่ปีติ  สุข  และเอกัคคตา

การเข้าทุติยฌาน

ทั้งก่อนและหลังอาหาร  ทั้งปฐมยามและปัจฉิมยาม   ภิกษุฝึกน้อมนึกการเข้า   ความตั้งมั่นการออก  และการพิจารณา  ตามความปรารถนาของเธอ (ฝึกวสี ๕ ประการนั่นเอง)   ถ้าเธอเข้าปฐมฌานและออกปฐมฌานบ่อย ๆ  และได้รับความสะดวกในการบำเพ็ญปฐมฌาน  เธอย่อมได้รับสุข  และทำทุติยฌานให้เกิดขึ้นได้ และก้าวพ้นปฐมฌาน   อนึ่ง  ภิกษุนั้นพึงคิดอย่างนี้ว่า “ปฐมฌานนี้  ยังหยาบทุติยฌานละเอียด   เธอมองเห็นโทษของปฐมฌานและอานิสงส์ของทุติฌาน  เมื่อน้อมนึกอยู่อย่างนี้ย่อมเห็นโทษของปฐมฌานและอานิสงส์ของทุติยฌาน   ในที่สุดก็จะเข้าสู่ทุติยฌานได้ตามความปรารถนา


(พระอุปติสสเถระ  วิมุตติมรรค,  หน้า ๙๘-๙๙.)

ตติยฌาน  ฌานที่ ๓  มีองค์  ๒ คือ  สุข  เอกัคคตา


การเข้าตติยฌาน

การเข้าคติยฌานก็ปฏิบัติในทำนองเดียวกับการเข้าทุติยฌาน  คือ   เมื่อเข้าสู่ทุติยฌานได้แล้วก็   ทำวสี  ให้เกิดขึ้นคล่องแคล่วแล้ว  จิตก็จะยกขึ้นสู่   ตติยฌาน ได้เอง   เมื่อปีติจางหายไปดังพระบาลีว่า


เธอมีอุเบกขา  มีสติสัมปชัญญะ  เสวยสุขด้วยนามกาย   เพราะปีติสิ้นไป   บรรลุตติยฌานที่พระอริยะเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า  ผู้ได้ฌานนี้  เป็นผู้มีอุเบกขา   มีสติ  อยู่เป็นสุข
(ที.ม. ๑๐/๔๐๒/๒๖๗ มหาจุฬาเตปิกํ ๒๕๐๐.)

จตุตถฌาน  ฌานที่ ๔   (the  Fourth Absorption )  มีองค์ฌานเดียว  คือ เอกัคคตา

การเข้าจตุตถฌาน

การเข้าจตุตถฌานก็ปฏิบัติในทำนองเดียวกับการเข้าตติยฌาน  คือ เมื่อเข้าสู่ตติยฌานได้แล้วก็ทำวสีให้เกิดขึ้นจนคล่องแคล่วแล้ว  จิตก็จะยกขึ้นสู่จตุตถฌานได้เองเพราะจิตที่ปฏิบัติไป ๆก็จะเห็นความหยาบกระด้างของฌานเก่าที่ได้อยู่  ใคร่จะได้ฌานที่ละเอียดประณีตยิ่ง  ๆ   ขึ้นไป  ก็จะปล่อยอารมณ์ที่หยาบ (สุข)  ไปจับอยู่ในอารมณ์ที่ประณีตยิ่งขึ้น   (อุเบกขา)   ผู้เข้าสู่จตุตตถฌานจะเป็นดังพระบาลีว่า


เธอบรรลุจตุตถฌาน  ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข  เพราะละสุขและทุกข์  และดับโสมนัส และโทมนัสก่อน ๆ ได้  มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
(ที.ม. ๑๐/๔๐๒/๒๖๗ มหาจุฬาเตปิกํ ๒๕๐๐.)

ฌานทั้ง ๔  เรียกว่า  รูปฌาน  เพราะยังต้องอาศัยอารมณ์หยาบที่เป็นรูปธรรมเป็นเครื่องเพ่งเพื่อให้เกิดนิมิต  โดยเริ่มตั้งแต่ ขณิกสมาธิ จนถึงอัปปนาสมาธิ


เมื่อผู้ปฏิบัติบรรลุฌาน  ๔ และเกิดวสีในฌานเหล่านั้น   พร้อมทั้งอนุโลมปฏิบัติในฌานทั้ง ๔   จนเกิดความชำนาญ   จิตก็อ่อนโยนควรแก่การงานทางจิต   พร้อมที่จะนำจิตนั้นไปกระทำกิจต่าง ๆ เช่น  ทำฌานให้ยิ่ง  ๆ   ขึ้นไป   แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ จนถึงการเจริญวิปัสสนาจนสามารถทำตนให้หลุดพ้นจากอาสวกิเลส  บรรลุอรหัตตผล ซึ่งเป็นเป็นหมายอันสูงสุดในพระพุทธศาสนาได้


สำหรับการเจริญกสิณนั้น  จะขอกล่าวเฉพาะปถวีกสิณเท่านั้น  ส่วนกสิณที่เหลือมีวิธีปฏิบัติคล้ายคลึงกัน  แตกต่างกันการจัดเตรียมอุปกรณ์เท่านั้น   เมื่อเตรียมอุปกรณ์ในการเพ่งเรียบร้อยแล้ว  ก็สามารถนำมาใช้เป็นกสิณเพื่อเพ่งให้เกิดสมาธิได้เช่นเดียวกับปถวีกสิณ

นัตถิ  ฌานัง  อะปัญญัสสะ  นัตถิ  ปัญญา  อะฌายิโน

    ตัมหิ  ฌานัญจะ  ปัญญัญจะ นิพพานะสันติเก


                            คำแปล


ฌานไม่เกิดกับคนไม่มีปัญญา  ปัญญาก็ไม่เกิดกับคนไม่มีฌาน

       ผู้ใดมีฌานและปัญญา ผู้นั้นได้อยู่ใกล้นิพพาน
 


                พราหมโณ  ฌายี  ตะปะติ

  นักพรตผู้มีฌานจึงรุ่งเรือง มีตบะกล้าในหมู่สมณะ


 
ถ้าท่านปฏิเสธฌาน ญาณจะเกิดได้อย่างไร

เพราะฌานเป็นเหตุ ญาณเป็นผล

นั่นคือสมถะเป็นเหตุ วิปัสสนาเป็นผล

เย ธัมมา เหตุปภวา เตสัง เหตุง ตถาคโต.


ผลทุกอย่างเกิดจากเหตุ เมื่อต้องการผลก็ต้องสร้างที่เหตุ

ถ้าค้นหาสาเหตุเจอ สถานการณ์ต่างๆ ก็แก้ไขได้

นอกจากนี้ วิธีการทำกรรมฐานในยุคปัจจุบัน แทบทุกแห่งล้วนแต่ปฏิเสธการได้ฌานทั้งนั้น  สอนแต่เพียงให้ผู้ปฏิบัตินั่งใช้สติเฝ้าจับอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางอายตนะทั้ง  6  เป็นการไล่จับอารมณ์ไปตามอายตนะต่างๆ ที่รับรู้  ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้เกิดฌานได้ เพราะฌานจะเกิดได้จิตจะต้องนิ่งอยู่ในใจอย่างเดียว พยายามตัดการรับรู้อารมณ์ภายนอกทั้งหมดทิ้ง จิตจะนิ่งอยู่กับอารมณ์ทางใจอย่างเดียว(เอกัคคตา - One Way) ฌานจึงจะเกิดได้



ถ้าหากว่าการใช้กรรมฐานซึ่งเป็นวิธีการฝึกจิตที่เป็นระบบตามหลักการของพระพุทธศาสนาจริง ๆ เรื่องของฌานสมาธิก็ไม่ได้เกินวิสัยของมนุษย์ที่จะทำได้  



ในข้อนี้พวกเราในยุคหลังก็ควรท่องคติพจน์ของพระพุทธองค์ตอนที่ไปศึกษายังสำนักอาจารย์สองท่านจนทำให้ได้ฌาน 8 ระดับไว้ในใจด้วย เผื่อจะเป็นกำลังใจในการลงมือปฏิบัติดู เพื่อให้เกิดฌานจริงๆ โดยพระพุทธองค์ตั้งคติประจำใจว่า    


     
     
ท่านเป็นมนุษย์ เราก็เป็นมนุษย์  

      ท่านมีความเพียร เราก็มีความเพียร

     ดังนั้น ถ้าท่านทำได้ เราก็ต้องทำได้




ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาได้พูดถึงเรื่องฌานที่มีผลต่อการบรรลุธรรมและทำให้เกิดอานุภาพต่างๆ ไว้หลายอย่าง  เพื่อความเข้าใจกระจ่างในเรื่องนี้  จะขอนำความหมายและผลที่ได้จากสมาธิมาอธิบายให้ฟัง ดังนี้



           ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์ตรัสถึงภิกษุผู้ได้ฌานแม้ได้เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ชั่วดีดนิ้วมือครั้งหนึ่งว่า การได้ฌานเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ขนาดนั้นก็ได้ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ห่างไกลจากฌาน ที่จะทำได้ในกาลต่อไป ชื่อว่าได้ทำได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระศาสดา  ได้ปฏิบัติตามโอวาทของพระศาสดาแล้ว  ถ้าผู้นั้นเป็นพระภิกษุก็จะฉันบิณฑบาตของชาวบ้านอย่างไม่สูญเปล่า นี้พูดถึงการปฏิบัติได้ชั่วเวลาสั้น ๆ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงผู้ที่ทำได้นาน ๆ หรือทำได้มากกว่านี้



           นอกจากนี้แล้ว พระพุทธองค์ยังตรัสต่อไปอีกว่า ฌานสมาธินี้สามารถที่จะทำให้สิ้นอาสวะกิเลสได้  ตั้งแต่ฌานขั้นแรกขึ้นไปก็สามารถปราบนิวรณ์ให้สงบระงับได้แล้ว แม้จะไม่หมดไปทีเดียวแต่ก็สามารถปราบได้เป็นคราวๆไป ไม่จำเป็นต้องพูดไปจนถึงฌานระดับที่สูงกว่านี้  ซึ่งแต่ละฌานล้วนมีหน้าที่ในการเผากิเลสเหมือนกันทั้งหมด  



ในตอนหนึ่งพระพุทธองค์ตรัสว่า เพียงแค่คนที่ทำฌาน 4 อย่างได้  คือ ตั้งแต่ขั้นแรกไปจนถึงขั้นที่ 4 อย่างใดอย่างหนึ่งนี้จนเกิดความชำนาญผู้นั้นจะไหลไปสู่นิพพาน(นิพพานนินโน)  จะน้อมไปสู่นิพพาน(นิพพานโปโณ)  และทำนิพพานให้เต็มบริบูรณ์ได้ (นิพพานปัพภาโร)



ในพระคาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกได้บรรยายคุณของพระพุทธเจ้าที่ทรงได้ปัญญาในการตรัสรู้ว่า เพราะสาเหตุมาจากการได้ฌานเหล่านี้เป็นฐานให้ ตั้งแต่ฌานที่ 1 ไปจนถึงฌานที่ 8  หรือจะพูดให้ถูกต้อง ก็เป็นเพราะผลมาจากฌานสมาธินี้เองที่ทรงทำให้มีปัญญาตรัสรู้ได้  ดังนั้น แสดงว่าฌานสมาธินี้มีผลต่อการบรรลุธรรมในทางพระพุทธศาสนาโดยตรง และที่สำคัญฌานยังเป็นข้อสำคัญของมรรคมีองค์ 8 ประการ ข้อสุดท้าย คือ สัมมาสมาธิ (สมาธิที่ประกอบด้วยฌาน) ถ้าขาดข้อนี้ มรรคก็คงเหลือแค่ มรรค 7 ไม่ครบองค์แห่งการตรัสรู้แน่นอน


 
           ในพระพุทธพจน์บทหนึ่งได้พูดถึงฌานที่ทำให้เกิดปัญญาและปัญญาได้มาจากฌานว่า  

นัตถิ  ฌานัง  อะปัญฺญัสสะ แปลว่า ฌานไม่มีกับคนที่ไม่มีปัญญา  

นัตถิ  ปัญญา  อะฌายิโน แปลว่า  ปัญญาก็ไม่เกิดกับคนที่ไม่มีฌานเหมือนกัน



และพระพุทธองค์ก็ยังทรงย้ำสรุปต่อไปอีกว่า


ถ้าผู้ใดมีฌานจนทำให้เกิดปัญญาหรือมีฌานและมีปัญญา ผู้นั้นจะได้อยู่ใกล้นิพพาน (นิพพานสันติเก) อย่างแน่นอน



           การได้ฌานสมาธิที่เป็นผลมาจากการฝึกจิตเป็นระบบตามวิธีการสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำให้ผู้ฝึกสามารถสำเร็จผลของการเป็นผู้ปฏิบัติธรรมได้อย่างสมบูรณ์  ดังมีคราวหนึ่งในตอนเย็นวันพระ  15  ค่ำ  พระอานนท์ได้ยืนมองพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดินที่มีรัศมีส่องประกายก่อนจะลับขอบฟ้าไปอย่างสวยงามมาก  ท่านยืนมองไปจนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว

ครั้นหันกลับมามองไปยังทางทิศตะวันออกซึ่งพระจันทร์เต็มดวงกำลังโผล่ขึ้นพ้นขอบฟ้าขึ้นมาอีกฟากหนึ่ง พระจันทร์เต็มดวงในวันเพ็ญก็สวยงามไม่แพ้พระอาทิตย์กำลังจะตกดินเหมือนกัน ท่านพระอานนท์กำลังดื่มด่ำกับการมองพระอาทิตย์และพระจันทร์อยู่

แต่เมื่อกลับหลังหันมามองพระพุทธเจ้าซึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางหมู่ภิกษุสงฆ์ภายใต้แสงจันทร์อันนวลผ่อง แต่พระรัศมีของพระพุทธเจ้าที่เปล่งประกายออกมากลับมีความสวยงามกว่าแสงพระอาทิตย์และแสงดวงจันทร์ที่กำลังโผล่ขึ้นขอบฟ้ามาเสียอีก


           พระอานนท์ได้กราบทูลเรื่องนี้แก่พระพุทธองค์ว่า แสงแห่งพระอาทิตย์ในเวลาจะตกดินและแสงพระจันทร์เต็มดวงที่ขึ้นสู่ขอบฟ้าในยามที่ปราศจากเมฆหมอก ยังสวยสู้พระรัศมีของพระพุทธเจ้าไม่ได้


พระพุทธองค์ได้ทรงอธิบายถึงสิ่งที่รุ่งเรืองและงดงามในโลกนี้ 5 อย่าง  คือ  


พระอาทิตย์  จะรุ่งเรืองในตอนกลางวัน  

พระจันทร์จะรุ่งเรืองในตอนกลางคืน  

พระราชาจะรุ่งเรืองในขณะทรงเครื่องพระราชอิสริยยศ

เหล่านักพรตผู้ที่จะรุ่งเรืองที่สุด ก็คือ ผู้มีฌาน

แต่พระพุทธเจ้าจะรุ่งเรืองทั้งกลางวันทั้งกลางคืนเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด



จากเรื่องฌานสมาธิที่พูดมานี้ แสดงว่าการมีฌานสมาธิไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจตามที่มีหลายคนเข้าใจ แต่เป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญควรยกย่องและควรเชื้อเชิญให้มีการนำไปฝึกปฏิบัติกันมากๆ เพื่อผลแห่งการชิมรสพระสัทธรรมของพระพุทธองค์



           การทำสมาธิด้วยวิธีการทางพระพุทธศาสนาที่สามารถทำฌานสมาธิให้เกิดได้นี้ ไม่ว่าจะเป็นกสิณชนิดใดก็ตาม สามารถทำฌานได้สูงสุดเหมือนกัน และเมื่อเราทำภาพนิมิตกสิณให้เด่นชัดขึ้นมาในใจได้ ภาพกสิณที่ผุดขึ้นมาในใจนั้นจะเด่นชัดยิ่งกว่าพระอาทิตย์กำลังจะตกดินหรือกำลังโผล่พ้นขึ้นขอบฟ้าในยามเช้ามืดเสียอีก  ในขณะที่เราเห็นภาพกสิณนิมิตเช่นนี้บ่อยๆ จิตจะสามารถหยุดนิ่งอยู่กับอารมณ์กสิณนั้นได้ และเมื่อเพ่งอยู่กับนิมิตกสิณนั้นนานๆ จิตเริ่มเป็นสมาธิมากขึ้น



ดังนั้น ผลของสมาธิที่ได้จากฌาน จึงทำให้เกิดปัญญารู้เข้าใจความจริงขึ้นมาได้ เพราะอำนาจของฌานสมาธินี้เป็นผลทำให้เกิด ท่านจึงเรียกว่า ฌานเป็นเหตุ  ญาณ(ความรู้)เป็นผล  หรือสมถะ[b]เป็น[b]เหตุ  วิปัสสนาเป็นผล  

ทั้งฌานและปัญญา 2  สิ่งนี้จะต้องเกิดต่อเนื่องกันไปไม่ใช่แยกกันทำ




           การปฏิบัติธรรมด้วยวิธีการปฏิเสธฌานสมาธิ  จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เกิดฌานได้ เพราะเมื่อปฏิเสธฌานที่เป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาแล้ว ปัญญาที่หวังกันจึงเกิดขึ้นไม่ได้ และอีกอย่างหนึ่งเพราะความเข้าใจผิดของผู้ปฏิบัติเอง ที่มุ่งเน้นเพื่อให้เกิดปัญญาโดยทั้งๆที่ไม่มีฐานรองรับจึงไม่อาจจะทำให้สำเร็จได้ เพราะเหตุนี้เองจึงทำให้คนจำนวนมากคิดว่า ฌานสมาธิเป็นเรื่องเกินเลยวิสัยไม่อาจทำได้ในยุคปัจจุบัน แต่ถ้าเรารู้ถึงหลักวิธีการและปฏิบัติตามวิธีที่พระพุทธเจ้าวางไว้ก็สามารถที่จะทำได้ เพราะว่าวิธีปฏิบัติหรือการบรรลุมรรคผล พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็น    อกาลิโก  แปลว่าไม่ขึ้นต่อยุคต่อสมัย สามารถปฏิบัติได้ตลอดทั้งในอดีต  ปัจจุบัน  และในอนาคต  ถ้าเราชาวพุทธรู้หลักการข้อนี้แล้ว การเดินตามรอยบาทของพระพุทธองค์ก็คงไม่ยากเท่าที่ควรนัก ขอเพียงอย่างพึงด่วนสรุปว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เท่านั้นก็พอ



**************************************************************************

ผู้แสดงความคิดเห็น Copy เค้ามาอีกทีครับ (Jack-dot-John1234-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-07-21 09:48:43 IP : 61.19.88.226


ความเห็นที่ 6 (1454570)

ฌาณคืออะไร

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ไดด วันที่ตอบ 2009-08-06 21:29:09 IP : 125.26.140.90


ความเห็นที่ 7 (1455065)

ขอร่วมคิดเห็น       เป้าหมายสูงสุด ทำความดีละความชั่วทำจิตให้ผอ่งใส(เกิดปัญญา) จิตจะเดินตามทางมรรคตอ้งมี ญาณเป็นที่อาศัย  พึงทุกขณะจิตเกาะเฝ้าดู มโนสัมผัส เครื่องอาศัย ญาณจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน  ญาณขั้นที่ 1 2 3 4 เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ถ้าจิตเดินตามทางสายกลาง (จากแนวทางที่ผมเคยฝึกมาครับ) เราจะไม่ยึดตำราเกินไป และจะไม่นอกตำราเกินไป/อาศัยกันและกัน

ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้มีจิตอันทรมานแล้ว/ วันที่ตอบ 2009-08-10 18:20:27 IP : 124.120.93.218


ความเห็นที่ 8 (1455550)

ตอบคห.6  ฌาณคือองค์แห่งสมาธิ เกิดเมื่อจิตใจแน่วแน่ไม่หวั่นไหวเป็นอารมณ์เดียว ที่สำคัญต้องระงับนิวรณธรรมให้ได้เสียก่อน

ก้ที่เรียกว่าศิลาทับหญ้านั่นแหละ คือประโยชน์ของฌาณ เมื่อถอนจิตออกจากฌาณ สามารถตอบสนองต่ออารมณ์ความรู้สึกได้

เลยใช้จุดนี้พิจารณาตามหลักสติปัฏฐานหรือจะพิจารณาอาการทั้ง32 ในร่างกายที่เรียก กายคตาสติ ได้ทั้งนั้น

ประโยชนฌาณจึงมีมากเป็นได้ทั้งมหากุศลและมหัคตกุศล  ควรจะฝึกให้ได้อารมณ็ฌาณบ่อยๆ

ผู้แสดงความคิดเห็น อินทรีย์5 วันที่ตอบ 2009-08-13 12:49:18 IP : 203.113.114.242


ความเห็นที่ 9 (1456165)

อะไรที่ทำให้จิต เป็นที่อาศัย เป็นที่พึงภายใน (ฌาณ)เป็นเครื่องรองรับ ให้จิตเรามีที่อยู่ ตลอดเวลาที่เราเฝ้าดู(มโนสัมผัส)

เป็นฌาณอะไร 1 2 3 4 เป็นเรื่องของธรรมชาติ ที่มันเกิดตามที่เราได้ฝึกฝน ที่ครูอาจารย์สอน เป็นผู้ดูทุกอย่างจะตามมาแน่นอนครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น เด็กถ้ำ วันที่ตอบ 2009-08-18 16:55:04 IP : 124.120.100.144


ความเห็นที่ 10 (1456662)

ตอบ ค.ห. 6

 

ฌาน แปลว่า การเพ่ง ขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะเพ่งอะไร ส่วนรายละเอียดหรือองค์ประกอบของฌานในแต่ละขั้นนั้น ก็ดูได้จาก ค.ห.ที่ 5

แต่จะว่าไปแล้ว องค์ประกอบของฌานในแต่ละขั้นนั้น ก็คือสภาวะธรรมที่เกิดจากการปฏิบัติของแต่ละคนนี่แหละ ถ้าหากเราปฏิบัติแล้ว นำเอาความรู้สึกหรือสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นไปเทียบเคียงกับภาษา ก็จะทำให้เราทราบว่าขณะนี้เราปฏิบัติได้ฌานขั้นใดแล้ว

 

แต่ว่าตามปกติแล้ว การปฏิบัติธรรม เราไม่จำเป็นต้องไปสนใจก็ได้ว่าเราได้ฌาน หรืออยู่ในฌานขั้นอะไรแล้ว (หรืออยากทราบก็แล้วแต่ ต้องลองเทียบเคียงเอาเอง)

ไม่ว่าเราจะปฏิบัติไปถึงขั้นไหน ก็ให้เรารับรู้สภาวธรรมต่างๆที่เกิดขึ้นด้วยความเข้าใจของตนเอง อาจจะเป็นภาษาความรู้สึกก็ได้ บางทีเราอาจจะใช้ภาษาไม่ถูก แต่สภาวธรรมของเราก็อาจจะตรงกับฌานขั้นต่างๆไปแล้วก็ได้

สิ่งสำคัญของหลักการปฏิบัติ คือ เมื่อเราดูจิตไปเรื่อยๆ ไม่ว่าสภาวธรรมใดเกิดขึ้นก็ให้เรารับรู้ คอยสังเกต แต่อย่าไปยินดียินร้าย หรือ เข้าไปยึดมั่นถือมั่น   เพราะสภาวธรรม หรือองค์ฌานต่างๆเหล่านี้ก็มีความไม่เที่ยงอยู่ด้วยตัวของมันเอง  ย่อมมีความแปรปรวน มีการเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา หากนักปฏิบัติไปหลงยึดติดหรือติดใจ ยามใดที่สภาวธรรมนั้นๆไม่เกิด หรือ สภาวธรรมนั้นๆมีการแปรเปลี่ยนไป เราก็จะเป็นทุกข์

 

ส่วน กรรมฐานที่จะทำให้เกิดฌานนั้นก็มีมากมายแตกต่างกันไป บางคนเพ่ง กสิณ หรือ ภาพนิมิต บางคน เพ่งลมหายใจ บางคน เพ่งดูความคิด ฯลฯ ส่วนการฝึกจิตตามดูความรู้สึก เกิด-ดับ ที่กลางทรวงอกนี้ เป็น ลักขณูปนิชฌาน (หรือการเพ่งลักษณะ ความไม่เที่ยง เป็นอารมณ์ ซึ่งถือว่าเป็น วิปัสสนา หรือ เรียกอีกชื่อว่า อนิมิตตสมาธิ) ดังข้อมูลดังกล่าวนี้ :-

 


[7] ฌาน 2 (การเพ่ง, การเพ่งพินิจด้วยจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่ - meditation; scrutiny; examination)
       1. อารัมมณูปนิชฌาน (การเพ่งอารมณ์ ได้แก่ สมาบัติ 8 คือ รูปฌาน 4 และ อรูปฌาน 4 - object-scrutinizing Jhana)
       

        2. ลักขณูปนิชฌาน (การเพ่งลักษณะ ได้แก่ วิปัสสนา มรรค และผล - characteristic-examining Jhana)

       วิปัสสนา ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะพินิจสังขารโดยไตรลักษณ์
       มรรค ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะยังกิจแห่งวิปัสสนานั้นให้สำเร็จ
       ผล ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะเพ่งนิพพานอันมีลักษณะเป็นสุญญตะ อนิมิตตะ และอัปปณิหิตะ อย่างหนึ่ง และเพราะเห็นลักษณะอันเป็นสัจจภาวะของนิพพาน อย่างหนึ่ง
       ฌานที่แบ่งเป็น 2 อย่างนี้ มีมาในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา.
 

ที่มา:

http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=7

 


[47] สมาธิ 3 (ความตั้งมั่นแห่งจิต หมายถึงสมาธิในวิปัสสนา หรือตัววิปัสสนานั่นเอง แยกประเภทตามลักษณะการกำหนดพิจารณาไตรลักษณ์ ข้อที่ให้สำเร็จความหลุดพ้น — concentration)
       1. สุญญตสมาธิ (สมาธิอันพิจารณาเห็นความว่าง ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนดอนัตตลักษณะ — concentration on the void)
       2. อนิมิตตสมาธิ (สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีนิมิต ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนดอนิจจลักษณะ — concentration on the signless)
       3. อัปปณิหิตสมาธิ (สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีความตั้งปรารถนา ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนดทุกขลักษณะ : concentration on the desireless or non-hankering)
 

ที่มา:

http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=47

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พระชาญวิทย์ วันที่ตอบ 2009-08-22 14:14:28 IP : 117.47.86.198


ความเห็นที่ 11 (1467053)

ท่านทั้งหลายที่ปฏิบัติฌาณนั้น  ต้องมีความเข้าใจในหลักธรรมเสียก่อน นั้นคืออริยสัจสี่มรรคมีองค์แปด แล้วจึงมาวิปัสสนา วิปัสสนาคือการใช้ปัญญาในการใคร่ครวญในธรรม การหาหลักธรรมใดธรรมหนึ่งมาพิจารณาให้ถูกจริตตนก่อน  แล้วพิจารณาในเข้าใจในธรรมนั้นอย่างลึกซึ้ง ถ้าท่านไม่เอาหลักธรรมมาก่อน แล้วมานั้งสมาธิเพื่อเอาฌาณ จิตท่านจะเพี้ยนไป นั้นคือวิปัสสนูกิเลสสิบประการ

ถ้าท่านรอดวิปัสสนูกิเลสไปได้ ก็จะเข้าถึงฌาณได้ แต่ท่านต้องพึงมีสติอยู่เสมอ ถ้าหลงอยู่ในฌาณ  จิตท่านก็จะเพี้ยนไปกลายเป็นมีอัตตามานะและทิฐิมานะ  ท่านต้องมีครูอาจารย์ที่เข้าใจแนวทางปฏิบัติ 

โดยความเห็นส่วนตัวข้าพเจ้านั้น  คิดว่าคนที่ต้องการฝึกฌาณนั้น เพราะตัวเองมีความอยากเป็นที่ตั้ง โดยไม่รู้ตัวว่านี่คือความอยาก และเป็นความอยากอย่างละเอียด นี่และจึงทำให้ไม่เห็นเส้นทางสู่พระนิพพานได้เลย

ผู้แสดงความคิดเห็น ทวนกระแสกรรม วันที่ตอบ 2009-10-27 22:02:12 IP : 124.120.156.98


ความเห็นที่ 12 (1468823)

ในการทำสมาธินั้น หัวใจหลักสำคัญก็คือ "ความตั้งมั่น" หรือ หากเป็นภาษาความรู้สึกในการปฏิบัติก็คือ "การใส่ใจ" ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราอ่านหนังสือ หากเรามีความใส่ใจในเนื้อหาที่เราอ่านเป็นอย่างดี ความตั้งมั่นก็จะเกิดขึ้น ความคิดที่จะแว็บออกไปคิดถึงเรื่องอื่นก็น้อยลง อารมณ์จิตเริ่มมีความเป็นหนึ่ง คือ มีแต่เนื้อหาในหนังสือที่เรากำลังอ่าน หากเรามีความเข้าใจในเนื้อหานั้นด้วยก็เท่ากับว่าเราได้ทั้ง สมาธิ และ ปัญญา ไปในขณะเดียวกัน

 

สำหรับการดูจิตโดยการดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นที่กลางทรวงอกนี้ หลักการง่ายๆที่จะทำให้เราสามารถทำสมาธิได้ถึงฌานนั้น ขอให้ลองเปรียบเทียบกับการมอง เช่น เวลาที่เรามองอะไรสักอย่างภายนอกอย่างใส่ใจเป็นเวลานานๆ เราลองมองดูอะไรสักอย่างก็ได้ที่เบื้องหน้าเราแบบลองไม่กระพริบตา และไม่ให้คลาดสายตาไปจากสิ่งนั้นดู จะสังเกตได้ว่า สักพักความคิดของเราจะค่อยๆเบาบางลง ความรับรู้ความใส่ใจของเราที่มีต่อสิ่งที่เรากำลังมองอยู่นั้นจะค่อยๆเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อถึงตรงจุดนี้ก็จะมีลักษณะที่แบ่งออกได้เป็น 2 กรณี คือ

1.เรามองสิ่งที่กำลังถูกเห็นนั้นเฉยๆแบบไม่ได้คิดอะไร

2.เรามองสิ่งที่กำลังถูกมองนั้นอยู่พร้อมกับใช้ปัญญาในการสังเกตถึงลักษณะของสิ่งที่กำลังถูกเห็นนั้นไปด้วย (สังเกตว่าปัญญาในขณะนั้นจะต่างจากปัญญาที่ใช้ความคิดทั่วๆไป เพราะในขณะจิตที่เป็นสมาธิอยู่นั้นความคิดจะเริ่มเบาบางลงไปแล้ว ปัญญาที่ใช้ในการพิจารณาและสังเกตนี้จึงมีความละเอียดอ่อนกว่าความคิดที่ขึ้นมาทั่วๆไป ซึ่งเราอาจเรียกปัญญาในขณะจิตที่เป็นสมาธินี้ว่า "ญาณ" ก็ได้)

 

มีต่อ....

ผู้แสดงความคิดเห็น พระชาญวิทย์ วันที่ตอบ 2009-11-08 05:49:50 IP : 58.147.59.170


ความเห็นที่ 13 (1468824)

ทีนี้ในการดูจิตที่กลางทรวงอกนี้เราลองใช้หลักการเดียวกับการมองสิ่งภายนอก โดยการใช้ "ตาใน" ในการมองกลับเข้ามาที่ความรู้สึกภายในบริเวณกลางทรวงอกแถวลิ้นปี่ เอาความรู้สึกมองเข้าไปที่นั้นให้ต่อเนื่องเหมือนกับการมองสิ่งภายนอกแบบไม่กระพริบตาให้ต่อเนื่องแบบไม่ให้คลาดสายตา หากเป็นการมองแบบไม่กระพริบตาภายนอกนั้น เราอาจจะมีอาการเคืองตาได้ แต่สำหรับการใช้ตาในในการมองกลับเข้าข้างในนั้น เราใช้เป็นความรู้สึก หรือ หากเราหลับตาทำสมาธิอยู่เราก็จะไม่ต้องกังวลกับดวงตามากนัก 

สังเกตดูว่ายามที่เราหยั่งความรู้สึก "ใส่ใจ" ไปที่ความรู้สึกกลางทรวงอกบริเวณลิ้นปี่ แบบให้ความรู้สึกปักคาไว้ที่ ณ จุดนั้นเลย ให้เราหยั่งความรู้สึกไปแบบสบายๆเหมือนเรามองดูอะไรสักอย่างแบบปกติ(เพียงแต่เรามองข้างในอยู่) เราก็จะเห็นถึงความรู้สึกที่กำลัง เกิด-ดับ อยู่ รวมทั้งลมหายใจที่กำลังหายใจอยู่ควบคู่กันไปด้วย เมื่อความต่อเนื่องในการใส่ใจความรู้สึกของเราต่อเนื่อง ตั้งมั่นและยาวนานขึ้น ความคิดต่างๆก็จะค่อยๆเบาบางลง ความรู้สึกสบาย ความสงบ ก็จะค่อยๆเข้ามาแทนที่

มีต่อ....

ผู้แสดงความคิดเห็น พระชาญวิทย์ วันที่ตอบ 2009-11-08 05:59:33 IP : 58.147.59.170


ความเห็นที่ 14 (1468825)

คำว่า "ฌาน" นั้น หากแปลตรงตัวก็แปลว่าการเพ่ง หรือการจดจ่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเป็นสมาธิ หากแปลตามภาษาสภาวะ ก็คือ อาการที่จิตใส่ใจถึงการปล่อยวางสภาวะที่หยาบไปสู่สภาวะที่ละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆตามลำดับ

เมื่อนำมาเทียบเคียงกับสภาวะในการดูจิตที่กลางทรวงอกแล้ว เมื่อจิตเป็นสมาธิต่อเนื่อง ก็จะสังเกตเห็นถึงการปล่อยวางของจิตจากการใส่ใจสภาวะธรรมที่หยาบ เช่น ความคิดภายนอก ความรู้สึกทางร่างกาย ลมหายใจ ฯลฯ ไปสู่สภาวะธรรมที่ละเอียดอ่อนมากขึ้นไปตามลำดับ (ซึ่งหากเป็นในภาษาปริยัติก็จะมีกล่าวถึงองค์ประกอบของฌานในขั้นต่างๆไป)

ซึ่งตรงจุดนี้สำหรับในการปฏิบัติดูจิตแล้ว เราไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจกับภาษามากนัก ขอให้เรารู้และเข้าใจเพียงว่าสภาวะจิตของเราในขณะนี้นั้นเป็นเช่นไร มีความคิดอยู่หรือไม่มีความคิดแล้ว จิตสงบแค่ไหน มีความรู้สึกอย่างไร ลมหายใจเป็นอย่างไรบ้าง ฯลฯ การที่เราใช้ญาณปัญญาในการสังเกตถึงสภาวะธรรมที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นั้น ก็เท่ากับว่าเป็นการดูจิต เห็นจิต และ กำลังทำความเข้าใจกับจิตของเรา โดยการมีทั้งสมาธิแล้วก็ปัญญา(ญาณ)ควบคู่กันไปด้วย

มีต่อ.....

ผู้แสดงความคิดเห็น พระชาญวิทย์ วันที่ตอบ 2009-11-08 06:07:31 IP : 58.147.59.170


ความเห็นที่ 15 (1468826)

แต่ไม่ว่าจิตจะสงบจากการดูจิตมากแค่ไหน เราก็ต้องทำความเข้าใจและมีความเห็นเอาไว้ก่อนว่า สมาธิหรือสภาวะธรรมทั้งหลายทั้งปวงล้วนไม่เที่ยงและไม่ควรยึดมั่น จะมีความคิดหรือไม่มีความคิด ความคิดมากหรือความคิดน้อย สงบมากสงบน้อย ที่สุดแล้วสภาวะเหล่านั้นก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไป เมื่อจิตเราถอนออกจากสมาธิ จิตก็จะเริ่มรับรู้อารมณ์ภายนอกและสิ่งต่างๆที่มีความหยาบมากขึ้น ไม่ว่าเราจะอยู่ในอารมณ์ไหน ในสภาวะธรรมที่หยาบหรือละเอียดอ่อน ก็ให้เราเพียงแค่มีสติตามระลึกรู้ดูความรู้สึกที่กลางทรวงอกนี้ไปเรื่อยๆ อะไรเกิดขึ้นก็รับรู้ สังเกต ทำความเข้าใจ แล้วก็ปล่อยวางไป เช่นนี้การปฏิบัติธรรมการดูจิตของเราก็จะก้าวหน้าไปได้เรื่อยๆโดยไม่ติดขัด(หรือไม่ไปติดอยู่กับวิปัสสนูกิเลสใดๆ ซึ่งวิปัสสนูกิเลสนี้เป็นธรรมดาสำหรับนักปฏิบัติที่มีความเพียรมากๆทีอาจจะเกิดขึ้นได้ แต่หากเราเข้าใจและไม่ไปยึดมั่นถือมั่นใดๆ แม้จะมีคุณธรรมหรือคุณวิเศษใดๆเกิดขึ้น จิตก็จะไม่ไปยึดติด และสามารถเจริญก้าวหน้าเดินตัวต่อไปได้)

แม้สภาวะธรรมทั้งหลายจะไม่ควรยึดมั่นถือมั่นก็จริง แต่การเข้าฌานให้จิตสามารถเข้าถึงสภาวะที่ละเอียดอ่อนภายในได้นั้นก็มีอานิสงส์อยู่มากมาย (อานิสงส์จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่ที่ความลึก ความตั้งมั่น และความแยบคายของญาณปัญญา ในสมาธิของแต่ละคน) แถมยังมีกำลังในการช่วยลดทอนหรือตัดรอนวิบากกรรมที่ไม่ดีต่างๆให้เบาบาง น้อยลง หรือ หมดลงไปได้ด้วย ดังนั้นหากมีเวลาว่าง เราก็ควรที่จะหาเวลานั่งสมาธิดูจิต และเพิ่มความใส่ใจทำจิตให้เข้าสู่สมาธิที่ลึกๆขึ้นไปตามลำดับอยู่บ่อยๆ หากเราทำมากๆเข้า เราก็จะสังเกตเห็นถึงอานิสงส์และสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นกับเราและรอบดัวของเราได้อย่างไม่น่าเชื่อเอง ขอเจริญพร.

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พระชาญวิทย์ วันที่ตอบ 2009-11-08 06:17:03 IP : 58.147.59.170


ความเห็นที่ 16 (1468828)

ปล.สำหรับการดูจิตทำสมาธินั้น ขอให้สังเกตว่าความอยากในการทำสมาธินั้นเกิดมาจากความยึดติดในสัญญาความคิด หากเราไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงแค่หยั่งความรู้สึก ใส่ใจเข้าไปที่ความรู้สึกที่กลางทรวงอกบริเวณลิ้นปี่ แล้วปล่อยให้จิตดำเนินตัวเข้าสู่สภาวะธรรมต่างๆไปของมันเอง เรามีหน้าที่เพียงดำเนินจิต วางจิตให้ถูกต้องเท่านั้น จิตก็จะสามารถเข้าสู่สมาธิตามลำดับขั้นต่างๆได้อย่างง่ายดาย และหากเราไม่ไปยึดมั่นถือมั่นกับสภาวะธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นด้วยแล้ว เราก็จะเป็นผู้ที่ดำเนินหรือโคจรอยู่ในฌานแต่ไม่ติดในฌาน แม้ความคิดจะเข้าฌานก็ไม่มี(เพราะการเข้าสู่สภาวะฌานนั้นจิตดำเนินตัวไปของเขาเอง)

เราก็จะเป็นผู้ที่มีวิหารธรรม มีฌานเป็นเครื่องอยู่อันผาสุข เพราะธรรมชาติของจิตนั้นหากเรายังไม่ตาย(แม้แต่พระอรหันต์เอง) ก็ยังต้องมีการรับรู้อารมณ์ต่างๆอยู่ ขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะเลือกอยู่ในอารมณ์ใด สภาวะใด เหมือนกับคนที่เลือกเสื้อผ้าในการใส่ ไม่ว่าจะเลือกใส่เสื้อผ้าตัวใดก็มีญาณปัญญารู้ว่าเสื้อผ้าก็เป็นเพียงแค่เสื้อผ้าเท่านั้นไม่ใช่ตัวเรา หรือ เหมือนกับการเลือกทานอาหาร แม้ว่าเราทานอะไรเข้าไปก็อิ่มเหมือนกัน แต่หากคนมีปัญญาก็ย่อมที่จะเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ถูกจริต ถูกกับสภาวะธาตุขันธุ์ของร่างกาย หรือ เรียกง่ายๆว่า "ถูกโรค" นั่นเอง ขอเจริญพร.

ผู้แสดงความคิดเห็น พระชาญวิทย์ วันที่ตอบ 2009-11-08 06:34:41 IP : 58.147.59.170


ความเห็นที่ 17 (1469395)

ความคิดเห็นที่ 3 ความนิ่งในระดับ1 2 3 4  คืออะไร แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเราอยู่ระดับไหน

ผู้แสดงความคิดเห็น อุบาสิกา วันที่ตอบ 2009-11-11 09:58:15 IP : 203.146.207.87


ความเห็นที่ 18 (1470173)

ตอบ ค.ห.17

คาดว่าผู้ปฏิบัติธรรมใน ค.ห.ที่ 3 คงจะตอบตามสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ของตน ซึ่งเห็นสภาวะธรรมต่างๆเป็นขั้นตอนไป(ซึ่งบางคนก็อาจจะมีประสบการณ์เหมือนหรือแตกต่างกันก็ได้) ส่วนรายละเอียดของลำดับขั้นของฌานที่เป็นไปตามหลักธรรมที่เป็นกลางตามพระพุทธพจน์ที่นักปฏิบัติทุกคนสามารถเทียบเคียงได้ว่า สมาธิที่ตนได้นั้นอยู่ในขั้นไหนแล้ว ก็สามารถเทียบเคียงได้จาก ค.ห.ที่ 5 ในความเห็นนั้นมีรายละเอียดและคำอธิบายอยู่ค่อนข้างครบถ้วนอยู่แล้ว(ไม่ว่าจะปฏิบัติกรรมฐานกองไหนก็จะมีองค์ประกอบของฌานเป็นแบบเดียวกัน) ขอเจริญพร. 

ผู้แสดงความคิดเห็น พระชาญวิทย์ ธมฺมวโร วันที่ตอบ 2009-11-15 06:04:36 IP : 58.147.53.202


ความเห็นที่ 19 (1485097)

อยากทราบว่าการนั่งสมาธิให้ได้ฌานนั้น นอกจากได้ความสงบแล้วยังจะได้อะไรอีกในระดับสูง ๆ ขึ้นไป

ผู้แสดงความคิดเห็น เอ วิริยา (a-dot-y-dot-ai-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-01-27 14:07:19 IP : 118.172.62.195


ความเห็นที่ 20 (1485102)

อยากทราบว่าการนั่งสมาธิให้ได้ฌานนั้น นอกจากได้ความสงบแล้วยังจะได้อะไรอีกในระดับสูง ๆ ขึ้นไป

 

ในแต่ละองค์ฌานนั้นจะมีสิ่งที่สามารถละนิวรณ์ให้สงบลงได้ ตามขั้นของฌานที่นักปฏิบัติเข้าได้ (ในที่นี้ขอเอ่ยถึง เฉพาะ สัมมาสมาธิ หรือ ฌาน 1-4)

ฌาน 1 วิตก ละ ถีนมิทธะ , วิจาร ละ วิจิกิจฉา

ฌาน 2 ปีติสุข  ละ พยาบาท

ฌาน 3 สมาธิ ละ ความฟุ้งซ่าน

ฌาน 4 อุเบกขา ละ กามฉันทะ

การที่นักปฏิบัติจะสามารถเข้าองค์ฌานในแต่ละฌานได้นั้น จำเป็นที่จิตจะต้องสามารถละนิวรณ์ในแต่ละตัวลงได้เสียก่อน มิเช่นนั้นจิตก็จะไม่เข้าสู่องค์ฌานในแต่ละขั้นนั้นๆ ดังนั้น สัมมาสมาธิในฌาน1-4 นี้ จึงเป็นสมาธิที่ประกอบด้วยปัญญาในการละกิเลสไปในตัว เพียงแต่ตรงจุดๆนี้จะเป็นจุดที่เป็นเหมือนทางเชื่อมที่แบ่งเป็นสองทาง ขึ้นอยู่ที่สภาวะจิตของนักปฏิบัติแต่ละท่านว่า จะน้อมจิตไปสมาธิโดยใช้ปัญญาที่เกิดขึ้นแต่เพียงเพื่อให้จิตเข้าสู่ความสงบหรือเข้าสู่องค์ฌานอย่างเดียว หรือ จะสามารถใช้ปัญญาในการพิจารณาคุณและโทษเหตุเกิดและเหตุดับของกิเลสต่างๆควบคู่กันไปด้วยจนกระทั่งจิตรวมเป็นสมาธิเข้าสู่องค์ฌาน

หากเป็นแบบแรก ก็จะเรียกจิตที่หลุดพ้นจากนิวรณ์และกิเลสต่างๆ(ชั่วคราว)ว่าเจโตวิมุตติ ซึ่งองค์ฌานเช่นนี้จะไม่ได้ตัดกิเลสให้ขาดหมดจดออกไปจากจิต แต่แม้ว่าจะไม่ได้ตัดกิเลสให้ขาดไป แต่การเจริญฌานบ่อยๆจะเป็นการเสริมสร้างอินทรีย์ของนักปฏิบัติให้มีความแก่กล้ามากขึ้น ทำให้รู้สึกหรือรับรู้ได้ว่า กิเลสต่างๆนั้นเบาบางลง และเราสามารถควบคุมจิต มีสติ และ สัมปชัญญะ ได้ดีขึ้น

 

ส่วนแบบที่สองคือ นักปฏิบัติที่เข้าสมาธิ เข้าสู่องค์ฌาน โดยการใช้ปัญญาพิจารณาเห็นถึงคุณโทษ เหตุเกิด และ เหตุดับของกิเลสต่างๆประกอบกันไปด้วย(ซึ่งตรงจุดนี้อาจจะมีความแยบคายแตกต่างกันไปตามจริตและอินทรีย์ของแต่ละบุคคล) เมื่อจิตเข้าสู่องค์ฌานในแต่ละฌาน ด้วยกำลังของจิตที่เป็นสมาธิ ควบคู่ไปกับญาณปัญญาที่เกิดขึ้น ก็จะทำให้ในขณะที่จิตเลื่อนขั้นไปสู่ฌานต่างๆนั้น นิวรณ์และกิเลสสังโยชน์ต่างๆ ก็จะถูกประหัตประหารถูกขจัดให้หมดไปโดยเด็ดขาด ด้วยกำลังของทั้งสมาธิและญาณปัญญาที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ตรงนี้เราเรียกการหลุดพ้นจากกิเลสแบบนี้ว่า "ปัญญาวิมุตติ" เป็นการหลุดพ้นที่กิเลสจะไม่กลับมาเกิดขึ้นอีก

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พระชาญวิทย์ ธมฺมวโร วันที่ตอบ 2010-01-27 16:49:25 IP : 58.147.55.136


ความเห็นที่ 21 (1485650)

ทำไมเมื่อนั่งสมาธิ บางวันจิตก็นิ่งดีมากจนไม่อยากหายใจและนานจนไม่อยากถอนจิตจากสมาธิแต่ก็ต้องถอนเพราะทนปวดขาไม่ไหวทั้งๆที่พยายามไม่สนใจกับมัน   แต่บางวันจิตก็ไม่ค่อยสงบนิ่งถึงระดับนั้น  ทำไมเมื่อเรานั่งสมาธิจนได้จิตในระดับนั้นแล้วมันไม่เกิดขึ้นกับเราทุกๆครั้งที่นั่งคะ

                                                                     ขอบพระคุณค่ะ

                                                                          เอ   วิริยา

ผู้แสดงความคิดเห็น เอ วิริยา (a-dot-y-dot-ai-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-02-05 12:53:42 IP : 118.172.57.63


ความเห็นที่ 22 (1485699)

ตอบ ค.ห. 21

ต้องลองสังเกตดูว่าสาเหตุที่จิตไม่เป็นสมาธินั้น มีได้ 2 กรณีคือ

1.เกิดจากนิวรณ์ 5 เช่น ความพอใจ ไม่พอใจ ความหดหู่ ฟุ้งซ่านรำคาญใจ ความลังเลความสงสัย อารมณ์ต่างๆเหล่านี้จะทำให้จิตรวมลงเป็นสมาธิกับกรรมฐานที่เรากำหนดได้ยาก (แบบนี้ควรแก้ไขปรับปรุง)

2.โดยตัวสมาธิเองนั้นก็มีความไม่เที่ยงอยู่ด้วยตัวเองอยู่แล้ว เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง สมาธิที่เกิดขึ้นก็จะถึงความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา (หากเป็นเพราะเหตุนี้เพียงแค่กำหนดรู้และยอมรับตามความเป็นจริงเท่านั้น)

หลักการปฏิบัตินั้นให้เรากำหนดจิตอยู่กับกรรมฐานที่เรากำหนดไปเรื่อยๆ จะสงบบ้างไม่สงบบ้าง ก็ให้ตามรู้ตามเห็น และใช้การสังเกต ใช้ปัญญาค่อยๆพิจารณาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขจิตของตนไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจิตจะเป็นสมาธิหรือไม่เป็นสมาธิ การวางเฉยในสภาวะและอารมณ์ที่เกิดขึ้น จะทำให้จิต(ในจิต) ตั้งมั่น นั่นคือสมาธิที่แท้จริงเป็นตัว "สัมมาสมาธิ" ขอเจริญพร.

ผู้แสดงความคิดเห็น พระชาญวิทย์ ธมฺมวโร วันที่ตอบ 2010-02-06 10:35:22 IP : 58.147.52.89


ความเห็นที่ 23 (1485968)

ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงมีการแยกพิจารณาลมหายใจที่บริเวณกลางอกแถวลิ้นปี่ได้ ขณะที่ทำกิจกรรมอืนไปด้วยเช่นอ่านหนังสือ ฯลฯ และสังเกตว่าอาการหายใจจะอยู่ที่กลางหน้าอก ไม่ใช่หน้าอกด้านซ้าย  สภาวะเช่นนี้คืออะไร

ผู้แสดงความคิดเห็น นารีผล วันที่ตอบ 2010-02-09 23:38:40 IP : 117.47.130.33


ความเห็นที่ 24 (1485976)

ตอบ ค.ห.23

มันขึ้นอยู่ที่การกำหนดขอบเขตของ "สติ" ของเราว่าจะแผ่ขยายการระลึกรู้ของเราไปที่ส่วนใดบ้าง ยกตัวอย่างเช่น นักกีฬาฟุตบอล หากมีสติจดจ่ออยู่กับ ลูกฟุตบอลและขาของตนเอง ก็อาจจะรับรู้ได้(ดี)แค่เฉพาะการวิ่ง การเลี้ยงลูก แม้อาจจะรับรู้เหตุการณ์ต่างๆในสนามอยู่บ้างก็ไม่ดีเท่ากับ การที่นักกีฬาฟุตบอลแผ่ขยายสติการรับรู้ ทั้งที่ร่างกายตนเอง การเคลื่อนไหว ลูกฟุตบอล รวมไปถึง นักกีฬาคนอื่นทั้งที่อยู่ในฝั่งเดียวกัน หรือ คนละฝั่ง ขอบเขตของสติที่แตกต่างกันนี้ก็จะทำให้ข้อมูลการรับรู้ในสิ่งต่างๆแตกต่างกันด้วย (ส่วนใครจะสามารถรับรู้เก็บเกี่ยวข้อมูลหรือวิเคราะห์เกมการเล่นออกมาได้ดีหรือไม่นั้น อันนี้ก็ขึ้นอยู่ที่ระดับปัญญาและความชำนาญหรือประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆของแต่ละบุคคล)

ส่วนการดูลมหายใจนั้น กลางทรวงอกแถวลิ้นปี่ ถือว่าเป็นฐานฐานหนึ่งของลมหายใจเท่านั้น บางคนอาจจะถนัดดูที่สะดือหรือที่ท้อง บางคนก็อาจจะอยู่ที่ปลายจมูก หรือ บางคนก็อาจจะมีสติรู้สึกตัวทั่วพร้อม เวลาสังเกตลมหายใจเข้า ออก ก็สังเกตลมที่กระจายเข้าไปยังร่างกายทุกๆส่วนก็ได้ ฯลฯ ขึ้นอยู่ที่การฝึกฝน ความถนัด ของนักปฏิบัติแต่ละคน ก็ต้องลองฝึกฝนและลองปรับหาความเหมาะสมสำหรับตนเองดูล่ะนะ เพราะทฤษฎีนั้นเป็นเหมือนกับแผนที่หรือแนวทาง ส่วนการปฏิบัตินั้นคือประสบการณ์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว แม้ว่าประสบการณ์จะไม่หนีไปจากทฤษฎี คนเราเชื่อทฤษฎีหรือมีแนวทางอย่างไรก็จะปฏิบัติไปตามนั้น แต่ความหมายความลึกซึ้งจากประสบการณ์จะมีมากกว่าทฤษฎีเยอะ ดังนั้น นอกจากทฤษฎีที่ดีและถูกต้องแล้ว(ทฤษฎีก็สำคัญนะไม่ใช่ไม่สำคัญ) ในส่วนของการปฏิบัติก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน(อาจจะสำคัญมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดผลขึ้นมาได้จริง)

ดังเช่น ช่างแกะสลัก ก่อนจะลงมือแกะสลักหินสักก้อน หรือ ไม้สักชิ้น ก็ต้องมีความรู้ มีทฤษฎี ในเรื่องเกี่ยวกับการแกะสลักเป็นอย่างดีเสียก่อน ว่าจะต้องใช้อุปกรณ์ใด ใช้อย่างไร ลงแรงหนักเบาแค่ไหน เพราะหากขาดความรู้หรือทฤษฎีที่ถูกต้องแล้ว เกิดทำผิดพลาด หินหรือไม้ ที่นำมาแกะสลักนั้น ก็อาจจะต้องเสียเปล่าไปทั้งชิ้นเลยก็ได้ แต่แม้ว่าจะรู้ทฤษฎีดีเพียงใดก็ตาม ในยามที่ลงมือปฏิบัติ คือ ลงมือแกะสลักหินหรือไม้จริงๆแล้ว ไอ้คำว่า หนัก เบา การวางมุมต่างๆของอุปกรณ์ การขัดถู การรักษาสภาพของหินและไม้ให้เหมาะสมกับการแกะสลัก ฯลฯ อันนี้ทฤษฎีไม่สามารถให้รายละเอียดได้ ต้องขึ้นอยู่ที่การลงมือฝึกฝนและลงมือกระทำดูเองว่า น้ำหนักที่เหมาะสมในการลงมือแกะสลักในแต่ละครั้ง ความพอดีอยู่ที่ใด หากออกแรงมากไป วัตถุดิบก็อาจเสียหาย แต่หากออกแรงน้อยไป ก็จะไม่ได้รูปทรงตามที่ต้องการ ซึ่งส่วนนี้ต้องอาศัยหลักการทางพระพุทธศาสนาในเรื่อง อิทธิบาท 4 (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) มาเป็นสิ่งช่วยเหลือและเกื้อหนุนผลักดัน การแกะสลักนี้ก็อุปมาเหมือนกับการปฏิบัติธรรมนั่นแหละนะ ขอเจริญพร.

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พระชาญวิทย์ ธมฺมวโร วันที่ตอบ 2010-02-10 06:46:34 IP : 58.147.55.36


ความเห็นที่ 25 (1496447)

ฌาณ คือ ชิน

อยาก คือ ยาก

ปล.ผ่านมาเจอ ขออนุโมทนา ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น พระกานต์ วันที่ตอบ 2010-06-01 18:14:30 IP : 110.49.205.66


ความเห็นที่ 26 (1541274)

๑๔๔] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเข้าปฐมฌานออกจากปฐมฌาน  แล้ว ทรงเข้า
ทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว ทรงเข้าตติยฌาน ออกจาก
 ตติยฌานแล้ว ทรงเข้าจตุตถฌาน
ออกจากจตุตถฌานแล้ว ทรงเข้าอากาสนัญจาย   ตนะ ออกจากอากาสนัญจายตนสมาบัติแล้ว ทรง
เข้าวิญญาณัญจายตนะ ออกจาก  
 วิญญาณัญจายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าอากิญจัญญายตนะ ออกจาก
อากิญจัญญายตน  สมาบัติแล้ว ทรงเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ
ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตน
 สมาบัติแล้ว ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ฯ
      ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์ได้กล่าวถามท่านพระอนุรุทธะว่าพระผู้มีพระภาคเสด็จ

ปรินิพพานแล้วหรือ ท่านพระอนุรุทธะตอบว่าอานนท์ผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคยังไม่เสด็จ
ปรินิพพาน ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ฯ
      
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว ทรง เข้าเนวสัญญานา
สัญญายตนะ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว
 ทรงเข้าอากิญจัญญายตนะ ออกจาก
อากิญจัญญายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าวิญญาณัญ   จายตนะ ออกจากวิญญานัญจายตนสมาบัติแล้ว
ทรงเข้าอากาสานัญจายตนะ
 ออกจากอากาสนัญจายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าจตุตถฌาน ออกจาก
จตุตถฌานแล้ว ทรงเข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว ทรงเข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌาน
 แล้ว
ทรงเข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานแล้ว ทรงเข้าทุติยฌาน ออกจาก    ทุติยฌานแล้ว ทรง
เข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว ทรงเข้าจตุตถฌาน พระผู้มีพระภาคออกจาก
จตุตถฌานแล้ว
เสด็จปรินิพพานในลำดับ (แห่งการพิจารณาองค์จตุตถฌานนั้น) ฯ


   
 

ผู้แสดงความคิดเห็น ศุภกฤต วันที่ตอบ 2011-04-20 19:20:41 IP : 110.169.179.104


ความเห็นที่ 27 (1604918)

 

ขอเรียนถามว่า   ทำไมนั่งสมาธิแล้วเข้าได้ใน 1 นาที แต่ได้ยินทุกอย่างนะคะ จิตนิ่งมากคะ แต่ว่าตัวหนูนั้นมันแกว่งเมื่อกำหนดสติได้คะ  ยุบหนอ พองหนอที่ ตรงลมหายใจเข้าออก  แล้วหลังจากนั้นตัวมันแกว่งแรงมาก แกว่างซ้าย-ขวาเลย เหมือนผีเข้า แต่เรารู้สึกว่าเป็นเราตลอดเวลา คะ  เมื่อหลับตาทีไรเหมือนมีอะไรอยู่ในตัวเราตลอดเวลาและทำให้เราอยากนั่งสมาธิตลอดเวลาคะ เวียนหัวใจไม่ค่อยดีเลยคะ  หนูไปถามพระอาจารย์ที่หนูไปบวชท่านก็ให้มีสติ กำหนด รู้ที่ลมหายใจตลอดนะค

ตอนที่หนูไม่นั่งสมาธิก็เหมือนมีอีกจิตหนึ่งอยู่ในตัวหนูนะคะ มันเวียนหัว ร้อนวูบวาบ หัวใจเต้นเร็ว เหมือนจะเป็นไข้คะ  หนูขอถามว่าอาการแบบนี้เรียกว่ามีผีมาแฝงร่างไหมคะ เราเป็นเราครึ่งหนึ่งอะไรแบบนี้คะ 

ขอกราบและขอแสดงความนับถือเป็นอย่างสูงคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ออย วันที่ตอบ 2012-04-03 17:31:42 IP : 223.204.129.155


ความเห็นที่ 28 (1608514)

   กราบนมัสการ..พระอาจารย์ผมอยากทราบว่า..ครั้งหนึ่ง ผมได้บวช.แล้วก็ได้นั้งสมาธิแล้วการนั้งสมาธิครั้งนั้นของผม

   ได้เกิดเหตุการณ์ หนึ่งขึ้น..หรือ ความรู้สึกของผม.ในตอนนั้น.คือ  เมื่อผม ภาวนา..พุท..โธ..ไป เรื่อยๆจนกระทัง..

   ผมรู้สึกว่า ..ผมตกจากหน้าผา.แปบหนึ่งก็ลืมไปเลยว่า..คำว่า  พุท  โธ  หายไปไหน..เหลือ เพียงลมหายใจสั้นๆ...

    แต่ผมก็รู้สึก ว่ามันนิ่งมาก..แม้กระทั้ง ..ใบไม้ตก  กระทบพื้น..เหมือนกับว่า มันวิ่งชนหัวใจ ผมเลย..ครับ.

   น้ำหยด ลงพื้น ก็ สเทือน  ..มาถึงผม เลย  เลย..           เมือ ผมนั้ง สมาธิ จะเป็นอย่างนี้ บ่อย มาก ครับ..

  ....กรุณา ..ตอบ ด้วย ครับ...อยากรู้ ว่า ทำถูก.หรือ เปล่า ครับ....

ผู้แสดงความคิดเห็น ธีระภัทร ...ร่มเย็น (ืnamoma_-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-04-29 21:20:45 IP : 110.49.97.117


ความเห็นที่ 29 (1654581)

 สาธุ  นั่งสมาธิได้ ประมาณ 5 เดือนกว่า   กำหนดภาวนาพุทธ โธ  พบสี่เขียว ทอง และจิตเริ่มออกไปบนท้องฟ้า และท่องเที่ยวไปที่ อื่นๆ รับรู้ได้ยินเสียง แม้จะเบา ก็ตกกระทบการยินได้มาก และกลับมาโดย พุทธ โธ  ได้อีก แต่รู้สึกได้ว่าลมหายใจเบามาก  จนบางครั้งแทบไม่ได้ยินเสียงลม่หายใจของตนเอง  คำภาวนา พุทธ โธ ขาดหาย แต่ปรากฏ สีเขียว ทอง ขาว สว่าง่จร้า จนบางคร้ัง เห็น ผี มาขอ แต่ก็แผ่เมตตา  ให้ก็หายไป และตอนนี้ รู้สึกจะไม่่พัฒนาไปทางไหน ขอคำชี้แนะด้วยคะ ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อ ไป

 

ผู้แสดงความคิดเห็น เพ็ชรรัตน์ วันที่ตอบ 2013-03-17 13:16:37 IP : 118.172.134.229


ความเห็นที่ 30 (1660898)

 ประสบการณ์ ตอนเป็นหนุมไวรุ่น ผมสนใจในการฝึกสมาธิมาก ตอนช่วงปิดเทอม 1 เดือน ผมพยายามฝึกสมาธิทุกวัน ตอนกลางวันฝึกเพ่ง กสินดินสีแดง บางวันก็เพ่งแสงแดด ช่วงค่ำก็ฝีกสมาธิแบบอานาปานสติ แต่พอมาวันหนึ่งผมจำวันไม่ได้ แต่ก็ประมาณจะครบ 1 เดือน ตอนกลางคืนผมฝึกสมาธิแบบอานาปานสติ จนรู้สึกปวดไปทั้งตัวก็เลยเปลี่ยนเป็นท่านอนฝึกจนเผลอหลับไป พอรู้สึกตัวก็ตั้งใจทำใหม่ ไปหลายรอบ มีแสงพระจันทร์ส่องถึงหน้าก็เพ่งพระจันทร์ จนหลับ พอรู้สึกตัวก็เป็นอานาปานสติบ้าง กำหนดไปในกายท่านอนตายบ้าง จนรู้สึกว่าตัวเบาเหมือนรอยไปในน้ำ คิดให้รอบไปทางซ้ายก็รอยไปทางซ้าย คิดว่ารองไปทางขาวก็รอยไปทางขาว แล้วก็เลยคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้จำทำให้มีพลังทำให้ตัวลอยได้มัยนะ ก็เลยกำหนดให้ตัวลอย จนเหมือนนึกได้สองร่าง แต่ก็พูดไม่ถูกมันแว็บเดียวความรู้สึกมันไปร่างบนหมด แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองรอยขึ้นเลยๆ พร้อมกับมีแสงสว่างหมือนดวงอาทิตย์ส่องในยามเช้าสว่างทั้งห้อง เห็นชัดมากตัวผมสายตาสั่นแต่ก็มองทุกอย่างชัดหมด ยอดไม้ใบไม้ไกลๆ ก็มองเห็นชัด พอรู้สึกว่ารอยขึ้นสูงเลื่อยๆ ก็เกิดความกลัวก็เลยพยายามทำให้กลับคืนร่างเหมือนเดิมก็ดิ้นลนจนเหมือนภาพรอบค่างเหมือนกระจกแตกเป็นชิ้นๆ มันหมายความว่ายังไงครับ มันเป็นผลดีหรือไม่ครับ ขอความคิดเห็นครูบาอาจารย์ผู้รู้หน่อยครับ ขอบพระคุณครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ณรงวิทย์ สำราญสม (samran184-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-16 21:48:20 IP : 115.67.102.20


ความเห็นที่ 31 (1668271)

อนุโมทนาในการที่ได้ตั้งใจปฏิบัติ  เมื่อเราเพ่งกสินต่างๆ จนสมาธิกล้า นิ่ง สงบ นี่เรียกว่าเราฝึกสมาธิแบบที่2 ได้ญาณทัศนะ

และเมื่อนิ่งไปเรื่อยๆ ภายในก็ปล่อยวางและกายในแยกออกมา และตัวรู้ก็ไปเห็นกายในและการนอก และเมื่อกายในแยกออกมาตัวรู้ที่ไปกำกับให้ไปนั่นนี่ และที่สุดตัว วิจิกิจฉาคือตัวลังเลสงสัย มันก็มาบอกว่าโดยความรู้สึก ว่ากลัว ตัวนี้แหละเป็นตัวสำคัญที่เวลาญาณทัศนะกำลังจะเดินไปเรื่อยๆ พอตัวกลัวหรือวิจิกิจฉามาขวางปุ๊บ เรื่องอะไรที่เกิดขึ้นก็หยุดหมด แต่ยังไงการเห็นด้วยญาณทัศนะมันก็ไม่เที่ยงอยู่แล้ว  และสำคัญพ้นทุกข์ไปได้

ฉะนั้น ถ้าเมื่อข้างในเห็นการเกิดดับ(คือการรู้สึกไปที่กลางหน้าอกบริเวณลิ้นปี่)เนืองๆก็จะเป็นการเห็นตามความเป็นจริงจากความรู้สึกภายใน เพราะมีปัญญากำกับภายในและเห็นว่าแม้แต่กายนอกมันก็ไม่เที่ยง เพราะมีกายในกาย แยกออกมา เพราะเมื่อเห็นแล้วก็จะเห็นว่าแม้แต่นิ่ง สงบ ก็มีการเปลี่ยนแปลง  แต่ต้องเห็นอยู่  มีอยู่  บอกมาได้ด้วยในสภาวะที่เกิดขึ้น แบบที่ ณรงวิทย์ บอกออกมาในการรู้เข้าไป และเห็นด้วย จากภายใน  

ฉะนั้นตั้งแต่นี้ต่อไปก็ยกจิตขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ไปเลย  (คือเห็นจิตเกิดดับที่กลางหน้าอก บริเวณลิ้นปี) ไปเนืองๆ ก็จะเห็นในสภาวะต่างๆที่มันเกิดขึ้นและมันก็ดับไปและเห็นความไม่เที่ยงของมันแต่มันก็มีอยู่ของมัน และสภาวะภายในมันจะเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ว่าตัวรู้แยกออกมา วิญญาณแยกออกมา  กายในแยกออกมา หรือกายทิพย์แยกออกมาแบบมีแสง หรือกายแก้วแยกออกมา คือกายพระอรหันต์แยกออกมา และถึงที่สุดจิตก็จะหลุดพ้นเพราะภายในไม่ยึดมั่น  เพราะไม่ยึดมั่นจิตจึงหลุดพ้นด้วยความเพียรในการเห็นการเกิดดับภายใน  อนุโมทนา  ให้เจริญในธรรม

ผู้แสดงความคิดเห็น พระอาจารย์ธมฺมทีโป วันที่ตอบ 2013-10-03 22:24:27 IP : 58.8.99.185



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.