ดูจิต ฝึกจิต สภาวธรรม สภาวะ ปฏิบัติธรรม เมตตา วิธีปฏิบัติ สติปัฏฐาน อริยมรรค monitor the mind metta mindfulness awareness ariyamakka buddha method vipassana thammatipo thai thailand meditation meditate yoga จะแก้ไขนิวรณ์ 5 ได้อย่างไร?
ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกลุ่มเว็บบอร์ด > พระอาจารย์ตอบปัญหาสภาวธรรม > จะแก้ไขนิวรณ์ 5 ได้อย่างไร?

จะแก้ไขนิวรณ์ 5 ได้อย่างไร?


นิวรณ์เครื่องกั้นความดี

ทั้งหมดนี้มี ห้าประการ

หนึ่ง เพลิดเพลินในกาม

แก้ด้วยการ เห็นความงามเสื่อมไป

สอง  ความโกรธ  ตัวอันตราย

เราต้องคลาย  ด้วยจิตเมตตา

สาม  หดหู่ท้อถอย

มีมาบ่อยบ่อย  ต้องคอยพากเพียร

สี่.. รำคาญ ฟุ้งซ่าน วนเวียน

ต้องหยุดหมุนเวียน  มานิ่งภายใน

ห้า  ลังเลสงสัย

ต้อง  ทำในใจ ช่วยแก้ปัญหา

นิวรณ์กิเลสบังตา

ต้องกลับมา "รู้สึกภายใน"



ผู้ตั้งกระทู้ webmaster No.11 :: วันที่ลงประกาศ 2007-02-24 14:59:22 IP : 203.188.24.196


1

ความเห็นที่ 1 (615655)

http://i210.photobucket.com/albums/bb197/you4lucky/pic06923.jpg

ขออนุโมทนาด้วยค่ะ  จะจำไปใช้นะคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ท้อปค่ะ วันที่ตอบ 2007-05-18 18:15:23 IP : 61.19.59.208


ความเห็นที่ 2 (622511)

การแก้นิวรณ์ห้าก็ใช้กุศโลบายของกรรมฐานตามวิธีนั้นๆ แหละ

เช่น เพ่งกสินสีขาว ก็จิตอยู่กับสีขาว เท่านั้น จิตก็ไม่มีนิวรณ์ห้าแล้ว แต่ที่มีมากวนนี่เพราะจิตมันไปหามาเอง ไปออกนอก หามา

กรรมฐานทุกตัว มีกุศโลบายให้จิตไม่เข้าไปยุ่งนิวรณ์ห้าอยู่แล้ว แต่ถ้าจิตเรายังไปอีก คำตอบง่ายๆ คือ จิตไม่ได้อยู่กับกรรมฐานนั้นๆ

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น สัปเหร่อ วันที่ตอบ 2007-05-23 13:30:34 IP : 125.24.129.83


ความเห็นที่ 3 (914534)

การปฏิบัติทางสายเอกเพื่อที่จะหลุดพ้น

ถ้าใครบริกรรมอยู่สังเกตุดูว่า ยังไงก็ต้องติดสภาวะ และไม่สามารถหลุดพ้นได้ เพราะที่สุดแห่งบริกรรมก็ต้องวาง เพราะการบริกรรมนี่   เรียกว่าไม่เห็นตามความเป็นจริง เพราะความคิดและอารมณ์ต่างๆมันไม่เที่ยง ฉะนั้นเมื่อคนที่บริกรรมทับความคิดนี่เรียกว่า เหมือนหินทับหญ้าเมื่อเอาหินออกหญ้าก็ขึ้นมาใหม่ไม่สามารถตัดกิเลสได้  เหมือนกัน.. ผู้ปฏิบัติต้องเห็นตามความเป็นจริงว่า ความคิดหรืออารมณ์หรือเวทนามันไม่เที่ยง    

ต้องอิงหลักไว้ ถ้านักปฏิบัติไม่มีหลักก็จะไขว้เขว นักปฏิบัติต้องเรียนรู้ว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางสายเอก เป็นที่ไปแห่งบุคคลผู้เดียวเป็นไปในที่แห่งเดียว

การเจริญวิปัสสนานั้นมีอย่างเดียว ที่ว่ามีหลายอย่างนั้นคือสมถกัมมัฏฐาน   วิปัสสนานั้นต้องยกจิตขึ้นสู่พระไตรลักษณ์อย่างเดียว

คนที่ไม่ได้เข้าถึงก็ไม่รู้ เมื่อไม่รู้แล้วยังไม่แจ้ง   เมื่อไม่แจ้งก็ไม่แทงตลอด ความลึกย่อมหลุดจากจิต และการฝึกจิตจึงไม่ต้องบริกรรมภาวนา  เพราะที่สุดแห่งบริกรรม  ก็ต้องเข้าสู่ความว่าง

พระพุทธเจ้าเรียกการเกิด - ดับ ว่าจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้างดวงหนึ่งเกิดขึ้นดวงหนึ่งดับไปตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน    การปฏิบัติต้องเป็นอากาลิโก  คือ ไม่เลือกการเวลา ทำได้ตลอด เมื่อรู้สึกไปกลางหน้าอกบริเวณลิ้นปี่ เรียกว่าเห็นการเกิด - ดับ เป็นภายใน   

พระพุทธเจ้าอุปมาเรื่องจิตเหมือนตาน้ำผุด ตาน้ำผุด...มันก็ วุบ วุบ เมื่อเรารู้สึกไปเรื่อยเรื่อยแม้แต่จิตเกิด - ดับมันก็ไม่เที่ยง เรียกว่า สัพเพ ธมฺมา นาลฺ อภินิเวสาย (สภาวะธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น)

แม้แต่ที่บอกว่าอาณาปานสติ   บางคนไปดูลมที่ตรงจมูกนั่นเรียกว่าดูลม แม้แต่ลมก็ไม่เที่ยง  อาณาปานสติคือสูดลมหายใจเข้าไปภายในและที่ให้รู้สึกไปที่กลางหน้าอกบริเวณลิ้นปี่ซึ่งเป็นฐานของจิต เมื่อรู้สึกไปเรื่อยๆก็จะหลุดพ้น 7 วัน 7 เดือน 7 ปี สามารถสำเร็จ  คือ จิตก็จะหลุดพ้นและต้องเห็นเอง เหมือนกลอนที่แต่งไว้ ตอนจบ เหมือนพระจันทร์ทอแสงผ่องอำพัน จิตดวงนั้นเป็นวิมุติหลุดพ้นเอย.....

และเวทนาที่นักปฏิบัติไม่ควรยึดมั่นกับกายนอก นั่งทน นั่งนาน ยืนเดิน นั่ง นอน เวทนาเจ็บทางร่างกายก็เปลี่ยนอิริยาบท เพราะร่างกายนี้ไม่เที่ยงอยู่แล้วไม่ควรยึดมั่น ...

ที่นักปฏิบัติต้องดูแลคือตามรักษาจิตที่กลางหน้าอก บริเวณลิ้นปี่ เมื่อมีจิตเป็นที่เกาะแล้วไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ปฏิบัติได้ และจะเห็นความคิดว่า  "มันไม่เที่ยง"  และจิตมันก็จะไม่ยึดมั่นด้วยตัวของมันเอง   และต้องมีอาตาปีคือมีความเพียร เมื่อ ดูจิตไปเรื่อยๆจะคุ้ยอาสวะกิเลส หรือการตัดกรรมนั่นเอง มันคุ้ยออกมาตลอด และเมื่อเข้าสู่ความว่าง นักปฏิบัติต้องนิ่งในสภาวะนั้นอย่าพึ่งประมาท จนกว่าจะบวชและหลุดพ้น

ผู้แสดงความคิดเห็น พระอาจารย์ธมฺทีโป วันที่ตอบ 2008-01-14 10:06:57 IP : 125.26.168.198


ความเห็นที่ 4 (1444663)

อยากทราบว่าเมื่อจิตสงบจนสามารถแยก กายกับใจได้แล้วควรจะพิจารณาอะไรต่อไปครับ  ให้พิจารณากายหรือปล่าวครับ เพราะกายช่วงนี้จะรู้สึกว่า มันปวดเมื่อยมาก จนเห็นว่ามันไม่ใช่ของของเรา จิตเป็นเพียงตัวไปยึดกับกายว่าเป็นของของเรา ไม่ทราบว่าผมปฎิบัติได้ถูกต้องหรือปล่าวครับ มีคำแนะนำให้ปฎิบัติได้ถูกต้องอย่างไรครีบ  ขอบคุณพระคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ดนัย วันที่ตอบ 2009-06-05 13:45:19 IP : 58.9.194.91


ความเห็นที่ 5 (1446276)

ที่บอกว่าจิตสงบและสามารถแยกกายกับใจ

เรามาทบทวนกันใหม่ว่า

จิตก็อยู่ส่วนจิต กายก็อยู่ส่วนกาย  ใจก็อยู่ส่วนใจ

เมื่อเห็นจิตเกิดดับแล้วเรื่อยๆเนืองๆทุกขณะจิต เหมือนเราต้มน้ำเรื่อยๆเปิดแก๊สตลอด  น้ำก็เดือด  ได้เร็วหรือช้า  ขึ้นอยู่ที่นักปฏิบัติว่าจะปฏิบัติดูจิตตลอดเนืองๆรึเปล่า

และต้องมีโยนิโสมนสิการด้วย   คือทำในใจโดยแยบคาย  

เวลาดูจิตเห็นการเกิดดับไปเรื่อย   กายในก็จะแยกออกจากกายนอก   ตัวรู้ก็จะแยกออกจากจิตอีกที     และปัญญาก็จะเป็นตัว"เห็น"ภายในว่า   กายนี้ไม่เที่ยง   สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์  สิ่งใดเป็นทุกข์ย่อมไม่ควรยึดมั่นว่าเป็นของเรา  ไม่ใช่จิตไปยึดกับกาย  ความคิดมันไปยึดกับจิตต่างหากเรียกว่า  อวิชชาคือความไม่รู้  เมื่อไม่รู้  มันก็ไม่เห็น

และบอกว่าที่ควรจะพิจารณา  ไม่ต้องเลย... ดูจิตแล้วเห็นตามความเป็นจริง   ถ้าเป็นภายในก็ดูมัน  และเห็นมันว่า มันเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป สภาวธรรมมันยังไม่เที่ยงเลยเห็นไหม  " สัพเพ  ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย (สภาวะธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น) " ไม่ใช่ถูกหรือผิด

ตอนนี้ก็ให้ดูจิต  เห็นการเกิด-ดับที่กลางหน้าอกบริเวณลิ้นปี่ไปเรื่อยๆเห็นอย่างไร   สภาวะจะเกิดแบบไหนก็ดูไปตามนั้น  แต่เดี๋ยวมันก็ดับไปรู้สึกไปเรื่อยๆ ก็จะหลุดพ้นได้

เจริญธรรม

ผู้แสดงความคิดเห็น พระอาจารย์ ธมฺมทีโป วันที่ตอบ 2009-06-11 22:38:05 IP : 61.90.22.91


ความเห็นที่ 6 (1481492)

 จะพยามยามนะครับ เหลืออยู่ไม่กี่ข้อแล้ว 

ผู้แสดงความคิดเห็น ป๋าเจมส์ วันที่ตอบ 2010-01-08 18:39:59 IP : 113.53.120.104


ความเห็นที่ 7 (1482181)

ปล่อยให้มันเป็นไป  ตามดูนิวรณ์นั้นไปเรื่อยๆ  พอเราเห็นว่า นิวรณ์ เช่น ความโกรธ ทำให้เราไปทุกข์  จิตของเราก็จะค่อยๆละนิวรณ์นั้นไปเอง  เพื่อหาความสงบที่แท้จริง คือ ปล่อยให้จิตว่างจากความโกรธ

ผู้แสดงความคิดเห็น พลศักดิ์ วังวิวัฒน์ (phonsakw-at-ksc-dot-th-dot-com)วันที่ตอบ 2010-01-11 22:12:10 IP : 124.122.180.105


ความเห็นที่ 8 (1485275)

ขอเผื่อแ่ผ่ในความรู้สึกด้วยนะค่ะ..ว่า..เวลาที่เกิดปัญหาต่างๆกับเรา  ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเล็กๆ หรือ ปัญหาใหญ่  ทุกอย่างล้วนเกิดจากกรรมที่เรา..กระทำมาทั้งสิ้น..ซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่าแต่ภพชาติใด.. สิ่งที่เราควรรู้ก็คือ..พึงยินดีรับในกรรมที่เกิด  เพื่อชดใช้ ..และอโหสิจากกรรมนั้นๆ

เมื่อเราปฏิบัติจิต..มักมีปัญหาเนืองๆ  นั้นเพราะเราต้องชดใช้กรรมเก่า..เพื่อให้เราได้สร้างกุศลใหม่..

เราเกิดมามีแต่ดวงจิตเท่านั้นที่เป็ฯของเรา..ทุกอย่างที่มองเห็นไม่ใช่ของเรา แม้แต่ร่างกายที่สวยงาม หรือไม่สวยงาม..เราแค่อาศัยอยู่เท่านั้น

โชคดีแค่ไหน..ที่ได้เกิดเป็นมนุษย์  มีโอกาสสร้างบุญ  กุศล บารมีแก่ตัวเอง..แม้เหล่าเทวดาท่านก็ทำเช่นเราไม่ได้  ท่านก็ได้แต่พลอยยินดี และร่วมอนุโมทนาบุญกับเราเท่านั้น ..แล้วสรรพสัตว์อื่นๆ ยิ่งลำบากกว่าเรายิ่งนักในการสร้างบุญกุศล,  บารมีนี้..

ขอให้เราท่าน  ทำใจกับสิ่งที่เป็นปัญหา  เพราะนั้น คือ สิ่งทดสอบว่า  เราสามารล่วงพ้น..กิเลส  มาร  ได้แค่ไหน..อย่ายอมแพ้ขอให้เราชนะมาร..แล้วเราคงได้พบความสุขที่แท้จริง..ใดๆในโลก  ล้วนอนิจจัง..  

...ขอคุณพระคุ้มครองทุกท่านนะค่ะ..ขอบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้ทำมาแผ่ถึงทุกท่านนะค่ะ  ขอให้ท่านทั้งหลายพ้นจากวิบากกรรมทั้งปวง  พบความสุขอย่างจริงแท้  ในอนาคตกาลอันใกล้นี้ด้วยเทอญ  ...ด้วยเดชแห่งบุญนี้..  สาธุๆ

ผู้แสดงความคิดเห็น ปทิตญา (Ya_yee2527-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-01-31 10:54:47 IP : 125.26.67.150


ความเห็นที่ 9 (1495114)

เรียนถามอาจารย์ ธมมทีโป ด้วยความเคารพครับ ที่ว่า "ตัวรู้ก็จะแยกออกจากจิตอีกที     และปัญญาก็จะเป็นตัว"เห็น"ภายในว่า   กายนี้ไม่เที่ยง" ตัวรู้ในที่นี้คือวิญญาณในขันธ์5 ใช่ไหมครับ ส่วน"ปัญญา" ในที่นี้อยู่กับจิตหรืออยู่กับอะไร หรือเกิดขึ้นเองขณะเราดูจิตอยู่ครับ 

ผู้แสดงความคิดเห็น มือใหม่ วันที่ตอบ 2010-05-20 16:42:04 IP : 124.122.165.137


ความเห็นที่ 10 (1495128)

และตอนนี้ โยมมือใหม่ปฏิบัติและเห็นอย่างไรบ้าง ลองรู้สึกไปเรื่อยๆที่ฐานของจิตและรู้สึกไปเรื่อยๆ และเมื่อเห็นจิตเกิดดับไปเรื่อยๆ ภายในก็จะสงบไปเรื่อยๆ และความคิดและอารมณ์ต่างๆ มันก็จะดับไป และเมื่อทำไปเรื่อยๆและเป็นอย่างไรก็เขียนมา ต้องทำไปก่อนอย่าไป รู้ก่อน จะได้มีความเพียรยิ่งขึ้น และที่สุดแล้วก็ต้องปฏิบัติ อนุโมทนา ให้เจริญในธรรม
 

ผู้แสดงความคิดเห็น พระอาจารย์ ธมฺมทีโป วันที่ตอบ 2010-05-20 22:43:21 IP : 58.8.252.109


ความเห็นที่ 11 (1501666)

ทำไมเวลานั่งสมาธิ มีหลายอาจารย์ หลายวิธี บอกกันว่า ทุกวิธีคือตัวสมมุติ ที่สุดคือการหลุดพ้น รู้แจ้ง ว่างเปล่า แต่ตัวสมมุติก็คือพื้นฐาน ถ้าพื้นฐานไม่ดี ไม่ถูกต้อง คงไปสู่จุดหมายลำบาก หรือต้องใช้เวลานาน งงไปหมด ไม่รู้จะใช้ตำราเล่มไหน ไม่รู้จะเชื่อใคร ใครก็บอกว่ารู้ ว่ารู้ จะรู้จริงกันสักกี่คน เราควรจะเชื่อใครดี เราจะยึดหลักของใครดี หลายอาจารย์ หลายตำรา หลายวิธี ธรรมมะภายนอกฟังแล้วใช้ปัญญาตัดสินได้ เข้าใจได้ แต่ธรรมมะ ที่ต้องปฎิบัติภายในด้วยตนเอง เราจะใช้หลักอะไรดี

ผู้แสดงความคิดเห็น ขจรเดช วันที่ตอบ 2010-07-17 00:00:52 IP : 124.121.27.133


ความเห็นที่ 12 (1501700)

เป็นคำถามที่ดีมาก เพราะเวลาหลวงพ่อไปสอนที่ไหน ใครก็ถามแบบนี้ทั้งผู้บริหาร เด็ก วันก่อนไปสอนผู้บริหารที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ถามแบบนี้ และ เอแบค บางนา ก็ถามแบบนี้ แต่พอปฏิบัติแล้วคำถามและความคิดทั้งหลาย  ก็จะเป็นคนละแบบอย่างที่คิด เพราะปฏิบัติแล้วก็เห็นเอง

 

เมื่อเห็นจิตเกิด-ดับแล้ว ก็เห็นความคิดเห็นอารมณ์ต่างๆผ่านมาแล้วผ่านไป  และการปฏิบัตินี่ต้องเห็นนะ ไม่ใช่รู้ และที่บอกว่าทุกวิธีคือสมมุติ และบางที่บอกว่าทุกสิ่งคือความไม่มีการปฏิบัติ

 

แต่เราต้องรู้ก่อนว่าที่พูดว่าสมมุติเรารู้จากไหน  หรือเราเห็นจากไหน การปฏิบัติของพระพุทธเจ้าคือการปฏิบัติเพื่อเข้าถึง ไม่ใช่อ่านแล้วเข้าใจ ฉะนั้นการปฏิบัติของพระพุทธเจ้า คือมหาสติปัฏฐานสี่ อริยมรรคมีองค์แปดคือเห็นการเกิด-ดับ(เห็นจิตเกิดดับ)

 

เมื่อเห็นจิตเกิด-ดับที่กลางหน้าอกบริเวณลิ้นปี่ไปเรื่อยๆ  ภายในก็จะป่ล่อยวางด้วยตัวของเค้าเอง ไม่ใช่เราเป็นผู้ปล่อย  ปฏิบัติต้องเห็นเมื่อเห็นแล้วก็แจ้ง  เมื่อแจ้งแล้วก็แทงตลอดซื่งธรรมทั้งปวง และเมื่อเห็นแล้ว  ตัวสงสัยหรือความคิดต่างๆก็ทำอะไรภายในไม่ได้

 

และบอกว่าทุกวิธีคือตัวสมมุติ  คนพูดส่วนมากจะอ่านมาหรือฟังเค้าบอกมา  แต่ไม่ได้เห็น  หรือถ้าบางคนเห็นก็อาจจะพูดไม่ได้  ฉะนั้นคนที่จะพูดสมมุติต้องเห็นปรมัติ ปรมัติคือสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตามเปล่า เมื่อปฏิบัติเห็นจิตเกิด-ดับไปเรื่อย ก็จะมีสภาวธรรมภายในต่างๆเกิดขึ้น และสภาวะนั้นก็ดับไป เพราะสภาวะนั้นก็ไม่เที่ยงแต่มีอยู่ แล้วจึงเอามาพูดคุยกันสนทนากันด้วยภาษาการปฏิบัติ  ก็จะคุยแล้วไม่แตกต่างกั  นและก็จะรู้จักวิธีที่บอกว่าปล่อยวาง  เพราะปฏิบัติแล้วไม่ใช่ว่าต้องได้ขั้นนั้นขั้นนี้ ปฏิบัติแล้วเพื่อเเข้าสู่ความสงบโดยสิ้นเชิง

 

เพียรดูจิตให้ตลอด เจริญธรรม

ผู้แสดงความคิดเห็น พระอาจารย์ ธมฺมทีโป วันที่ตอบ 2010-07-17 14:49:41 IP : 58.11.66.9



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.